ช่วงที่ 1: ผู้ว่าการฯ กล่าวเปิดงาน
13 ก.ค. 2569
สัมมนาประจำปี 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้
เรื่อง “ธุรกิจใต้ปรับตัวอย่างไร ในโลกที่ไม่แน่นอน”
ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ (ธปท. สภต.) ได้จัดงานสัมมนาประจำปี 2569 เรื่อง “ธุรกิจใต้ปรับตัวอย่างไร ในโลกที่ไม่แน่นอน” ในวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00-12.00 น. ณ The Signature Convention Center โรงแรมเดอะซิกเนเจอร์ โฮเทล แอร์พอร์ต อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs สถาบันการเงิน รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกที่ไม่แน่นอน พร้อมทั้งแนวคิดเรื่องการปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดและพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจใต้ให้ยั่งยืน โดยงานสัมมนาแบ่งเป็น 4 ช่วง
| กำหนดการ | |
| 09.00 น. | กล่าวเปิดงานสัมมนา โดย วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย |
| 09.20 น. | Perspective Talk หัวข้อ "ความไม่แน่นอนที่โลกต้องเผชิญ" โดย พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร |
| 09.50 น. | BOT View หัวข้อ "ฝ่าวิกฤติ สร้างโอกาสให้กับเศรษฐกิจใต้" โดย ทัดลาภ เผ่าเหลืองทอง ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ |
| 10.30 น. | เสวนา หัวข้อ "ธุรกิจใต้ปรับตัวอย่างไร ในโลกที่ไม่แน่นอน" โดย - ยงยุทธ เสฏฐวิวรรธน์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการบริหารการเงินกลุ่มและศูนย์บริการร่วมทางการเงิน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) - ก้องศักดิ์ คู่พงศกร ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต - ชัยยุทธ ชุณหะชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีเอเบิล จำกัด (มหาชน)
ดำเนินรายการโดย เนาวรัตน์ เจริญประพิณ Money Chat |
ได้รับเกียรติจาก คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวเปิดงานสัมมนา โดย ธปท. ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภูมิภาคมากขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่และ SMEs จำนวนมากอยู่ในภูมิภาค และชี้ให้เห็นว่าปัจจุบัน “ความไม่แน่นอน” มีมากขึ้นและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนกลายเป็นภาวะปกติใหม่ (New Normal) ที่ทั่วโลกต้องรับมือ สำหรับเศรษฐกิจไทยในภาพรวม แม้จะเผชิญกับความท้าทายจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการเติบโตที่ชะลอลง แต่ถือว่ามีการปรับตัวที่ดี จึงช่วยพยุงเศรษฐกิจให้ยังขยายตัวได้ สำหรับเศรษฐกิจภาคใต้ที่มีความเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศสูง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป ทำให้ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงต้องปรับตัวสร้างความยืดหยุ่นในภาคธุรกิจและเศรษฐกิจ เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่จะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ธปท. จึงได้ปรับบทบาทมาให้ความสำคัญกับการประคับประคองเศรษฐกิจและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น อาทิ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs ปัญหาค่าเงินบาท และการกำกับธุรกรรมที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรากฐานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระยะยาว
นำเสนอหัวข้อ “ความไม่แน่นอน ที่โลกต้องเผชิญ” โดยคุณพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ซึ่งได้นำเสนอภาพ 4 กระแสความไม่แน่นอนของโลกที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ได้แก่ 1) Deglobalization โดยตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ไทยได้ประโยชน์จากการค้าเสรีและการลดภาษีนำเข้า แต่ปัจจุบันมีการแบ่งขั้วทางการค้า ทำให้การค้าโลกไม่เสรีอีกต่อไป โดยไทยซึ่งมีสัดส่วนเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูง ก็ตกเป็นเป้าหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 2) Digital & AI การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีขั้นสูง มีมูลค่าเงินลงทุนมหาศาลและเป็นตัวอุ้มเศรษฐกิจโลก แต่กลับกันก็ลดความสำคัญของแรงงานทักษะต่ำ 3) Decarbonization ที่เปลี่ยนมาตรการสิ่งแวดล้อมเป็นต้นทุนธุรกิจ ทำให้ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อไม่ให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในอนาคต และ 4) Demographics โครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัยและมีอัตราการเกิดต่ำทำให้ฐานจำนวนลูกค้าลดลง ต่างจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่ประชากรยังเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ การเติบโตแบบ "K-Shaped" ที่กระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่มีสัดส่วนน้อย ในขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่กำลังสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้น กลยุทธ์การบริหารธุรกิจหรือเศรษฐกิจแบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์บริบทปัจจุบันได้อีกต่อไป จึงต้องเร่งยกระดับผลิตภาพแรงงาน (Productivity) เปลี่ยนภาคอุตสาหกรรมสู่ตลาดมูลค่าสูง และสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น โดยมีเกราะป้องกันที่สำคัญคือ การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน รวมถึงความน่าเชื่อถือของสถาบันทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ
นำเสนอหัวข้อ “ฝ่าวิกฤติ สร้างโอกาสให้กับเศรษฐกิจใต้” โดยคุณทัดลาภ เผ่าเหลืองทอง ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ ได้ชี้ให้เห็นว่าตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจภาคใต้เติบโตเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าภาพรวมประเทศ และรายได้ต่อหัวของคนใต้ก็เติบโตช้า สะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ยังพึ่งพาภาคเกษตรและการแปรรูปขั้นต้น-กลาง ขณะที่การท่องเที่ยวยังกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมมูลค่าสูงยังมีไม่มาก ทำให้แม้เศรษฐกิจใต้จะเติบโต แต่ยังไปได้ไม่ไกล และมีความเหลื่อมล้ำ ขณะเดียวกันโลกกำลังเผชิญ 3 ความไม่แน่นอน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤติสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจใต้ เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงต่างประเทศสูง ทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม ทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีโอกาส คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า “ภาคใต้จะเข้าไปอยู่ตรงไหนในกระแสโลกใหม่” ซึ่งเราเห็นการปรับตัวและต่อยอดจุดแข็งเดิมของผู้ประกอบการใต้ในภาคเกษตรและท่องเที่ยวบนฐานเศรษฐกิจเดิมที่มีอยู่ ให้ตอบโจทย์ความต้องการใหม่ของโลก อาทิ
1) จาก “ห้องพัก” สู่ “Wellcation experience” โรงแรมวารานา จ.กระบี่ เห็นโอกาสจากเมกะเทรนด์ Wellness Tourism จึงยกระดับจากการขาย “ห้องพัก” สู่ “ประสบการณ์ด้านสุขภาพ” ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่ม Wellness ที่กำลังเติบโตทั่วโลก ช่วยสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สะท้อนว่าในวันที่โลกเปลี่ยนก็ยังมีตลาดเฉพาะอีกมากที่รอให้ภาคใต้เข้าไปสร้างคุณค่า
2) จาก “ยางพารา” สู่ “นวัตกรรมสุขภาพ” การเพิ่มมูลค่าให้ยางพาราด้วยนวัตกรรม ซึ่ง Doctor N Medigel มองเห็นปัญหาแผลกดทับของผู้ป่วยที่ต้องนอนผ่าตัดนานหลายชั่วโมง และโรงพยาบาลต้องนำเข้าอุปกรณ์แผ่นรองราคาแพง จึงเกิดความร่วมมือระหว่างทีมแพทย์และนักวิจัยเพื่อพัฒนา “นวัตกรรม เจลยางพาราทางการแพทย์” จนสามารถจดสิทธิบัตรและต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ ยกระดับน้ำยางพาราจากมูลค่าราว 80 บาทต่อกิโลกรัม สู่นวัตกรรมสุขภาพที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกหลายเท่าตัว
3) จาก “สวนปาล์มน้ำมัน” สู่ “สินค้ามาตรฐานโลก” เมื่อผู้บริโภคและผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลกให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในกระบวนการผลิตมากขึ้น จึงเกิดความร่วมมือกันยกระดับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันสู่มาตรฐานสากล RSPO (the Round Table on Sustainable Palm Oil) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
ทั้ง 3 ตัวอย่างนี้ คือ การยกระดับรายได้ ซึ่งไม่ได้เริ่มจากการผลิตมากขึ้น แต่เริ่มจากการเข้าใจโลก เข้าใจตลาด และต่อยอดจุดแข็งเดิมให้ตอบโจทย์กระแสโลกใหม่ และการปรับตัวก็ไม่จำเป็นต้องทำคนเดียว เพราะมีหลายหน่วยงานพร้อมสนับสนุนให้เกิดขึ้นได้จริง สำหรับภาคใต้ของเรา “เมื่อโลกเปลี่ยน ภาคใต้ก็จำเป็นต้องปรับตัว เพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง”
เป็นการเสวนาในหัวข้อ “ธุรกิจใต้ปรับตัวอย่างไร ในโลกที่ไม่แน่นอน” โดยผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ คุณยงยุทธ เสฏฐวิวรรธน์ กรรมการผู้จัดการ บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป คุณก้องศักดิ์ คู่พงศกร ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต และคุณชัยยุทธ ชุณหะชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. จีเอเบิล ดำเนินรายการโดย คุณเนาวรัตน์ เจริญประพิณ จาก Money Chat โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
ในโลกยุคปัจจุบันที่ความไม่แน่นอนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ (Unpredictable) อีกต่อไป โดย คุณยงยุทธ ให้นิยามว่าเป็นยุคที่ “ไม่สามารถจินตนาการได้” (Unimaginable) เนื่องจากแรงกระแทกต่าง ๆ มักเกิดขึ้นพร้อมกัน และคาดเดาจุดสิ้นสุดได้ยาก ตั้งแต่โควิด-19 ตลอดจนปัจจัยทั้งสงครามการค้า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ภาวะโลกร้อนและความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งความท้าทายเหล่านี้ทำให้ธุรกิจวางแผนได้ยาก เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยวที่ คุณก้องศักดิ์ ชี้ให้เห็นว่า นอกจากความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจะอ่อนไหวจากแรงกระแทกที่กล่าวมาข้างต้น ยังได้รับผลกระทบจาก Shocks อื่น ๆ อาทิ น้ำท่วมหาดใหญ่ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางกลุ่มหันไปท่องเที่ยวประเทศคู่แข่ง ด้าน คุณชัยยุทธ มองว่าเรากำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนกติกาธุรกิจใหม่ ทำให้การแข่งขันของธุรกิจเปลี่ยนไปจากเดิมที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เป็น “ปลาเร็วจะกินปลาช้า” โดยเทคโนโลยีจะช่วยเปลี่ยนการทำธุรกิจจาก “การเดา”มาเป็น “การรู้” ที่ใช้ข้อมูล (Data) และ AI มาช่วยตัดสินใจและวางแผนธุรกิจให้แม่นยำ ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาส
สำหรับการปรับตัว คุณยงยุทธ เผยว่า บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป เน้นการวางกลยุทธ์ระยะยาว โดยการปรับโครงสร้างองค์กรให้เป็น “ปลาใหญ่ที่ว่ายเร็ว” ด้วยการรวมศูนย์บริหารมากขึ้นเพื่อสร้างความคล่องตัว และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะด้านต้นทุน ส่วนคุณก้องศักดิ์ บอกว่าภาคการท่องเที่ยวในภาคใต้ได้ปรับเปลี่ยนทิศทางจากการเน้นปริมาณ (Quantity) มาเป็น การสร้างคุณค่า (Value) โดยกระแสท่องเที่ยวแบบ Longevity (การมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ) เป็นโอกาสให้ธุรกิจท่องเที่ยวต่อยอดบริการด้านสุขภาพอย่างครบวงจร ตั้งแต่ กินดี อยู่ดี ออกกำลังกายดี จิตใจดี อีกทั้ง "การบริการและความเอื้ออาทรแบบไทย" ยังเป็นจุดแข็งของไทยที่คู่แข่งเลียนแบบไม่ได้ นอกจากนี้ ทุกภาคส่วนต้องยอมรับว่า ความยั่งยืน (Sustainability) ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ธุรกิจจำเป็นต้องทำเพื่อรักษาฐานตลาดโลก
ในส่วนของเทคโนโลยี คุณชัยยุทธ มองว่า AI ได้ก้าวข้ามความเป็นกระแสไปสู่เครื่องมือที่จำเป็นต่อความอยู่รอด ซึ่ง SMEs มีข้อได้เปรียบเรื่องความคล่องตัวและปรับตัวไว ทำให้อาจล้มธุรกิจยักษ์ใหญ่ได้ พร้อมยกตัวอย่างที่ SMEs สามารถนำ AI มาใช้เป็นอาวุธทั้งสร้างรายได้และลดต้นทุน อาทิ คาดการณ์ราคาห้องพัก (Dynamic Pricing) เพื่อตั้งราคาห้องพักให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม การใช้ AI Vision ควบคุมคุณภาพสินค้าในโรงงาน พร้อมให้แนวคิดสำคัญว่า “การปรับตัวด้วย AI ของ SMEs ไม่ต้องใช้เงินทุนสูง อยากให้เริ่มจากหา pain point ของธุรกิจ โดยเฉพาะงานที่ทำซ้ำ ๆ และไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเริ่มจากใช้ AI แบบฟรีก่อน แล้วค่อยขยับไปใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น” นอกจากนี้ SMEs ยังสามารถใช้ AI ในการสร้าง Business Model ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าได้ตรงเป้ามากขึ้นด้วย ท้ายสุดนี้ วิทยากรทุกท่านเห็นตรงกันว่าในโลกที่ผันผวน “ธุรกิจที่รอด คือ ธุรกิจที่เปิดรับ ปรับตัว และไม่หยุดอยู่กับที่” เพราะการหยุดอยู่กับที่คือความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดเนื่องจากโลกจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป
คำตอบ : องค์กรยังคงมองหาผู้ที่มุ่งมั่น ขยัน อีกทั้งต้องเข้าใจคุณค่า (Value) และเป้าหมายขององค์กร เพื่อนำความสามารถและทักษะตนเองไปพัฒนาองค์กรได้
คำตอบ : วิทยากรทุกท่านได้ย้ำถึงสิ่งที่ธุรกิจต้องหยุดทำทันทีคือ “การหยุดอยู่กับที่” และการยึดติดกับวิธีการสำเร็จแบบเดิม ๆ ส่วนสิ่งที่ต้องเริ่มทำคือการ “เปิดรับและปรับตัว” โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี AI มาตรฐานความยั่งยืน และการบริหารกระแสเงินสดให้ยืดหยุ่นพอที่จะมีลมหายใจยาวจนถึงวันที่เศรษฐกิจฟื้นตัว
ธปท. หวังว่างานสัมมนาฯ จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านที่จะได้รับความรู้และมุมมองของวิทยากรในการรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลง และคาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เห็นว่ายังมีโอกาสใหม่ ๆ รออยู่ และสิ่งสำคัญคือต้องเริ่มลงมือปรับตัวตั้งแต่วันนี้ โดยเริ่มจากการปรับวิธีคิด เพราะโลกในวันนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เราต้องเดินหน้าและอยู่ให้ได้ในกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ ธปท. สำนักงานภาคใต้เองก็พร้อมทำหน้าที่เป็นข้อต่อเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่กับส่วนกลาง รับฟังปัญหา จับชีพจรเศรษฐกิจ และร่วมขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการปรับตัวของทุกท่านต่อไป