คำถามพบบ่อย

โครงการ "คุณสู้ เราช่วย" 

(โครงการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ทั้งผู้ประกอบธุรกิจ Non-bank ที่เป็นบริษัทในกลุ่มของสถาบันการเงิน) 

 

 

*อัปเดตข้อมูล ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2568

รายละเอียดมาตรการ

 

1. ภาพรวม

โครงการ "คุณสู้ เราช่วย" เฟส 2 ได้ขยายระยะเวลาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ "คุณสู้ เราช่วย" เฟส 1 (จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2568) และมีการปรับปรุงเงื่อนไขมาตรการเดิมและเพิ่มมาตรการใหม่เพื่อให้ช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางได้มากขึ้น ดังนี้

• ปรับเงื่อนไขมาตรการ "จ่ายตรง คงทรัพย์" ให้ครอบคลุมลูกหนี้เพิ่มเติมอีก 2 กลุ่ม คือ 
(1) ลูกหนี้ที่มีวันค้างชำระเกิน 365 วัน (ณ วันที่ 31 ต.ค. 67) และ (2) ลูกหนี้ที่ไม่มีวันค้างชำระหรือค้างไม่เกิน 30 วัน (ณ วันที่ 31 ต.ค. 67) ที่เคยมีประวัติค้างชำระไม่เกิน 30 วัน ตั้งแต่ 1 ม.ค. 65 และเคยปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 65 

• ปรับเงื่อนไขมาตรการ "จ่าย ปิด จบ" โดยขยายเพดานภาระหนี้เพิ่มขึ้นจากเดิม 5,000 บาทต่อบัญชีสำหรับหนี้บุคคลธรรมดาทุกประเภท เป็น 10,000 บาทต่อบัญชี สำหรับหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน และ 30,000 บาทต่อบัญชี สำหรับหนี้ที่มีหลักประกัน ที่มีการบังคับหลักประกันแล้ว เช่น หลักประกันถูกยึดหรือขายทอดตลาดแล้ว (ที่มีวงเงินสินเชื่อตามที่กำหนด)

• เพิ่มมาตรการใหม่ (มาตรการ "จ่าย ตัด ต้น") สำหรับหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งเป็นหนี้เสียและมียอดหนี้คงค้างไม่เกิน 50,000 บาท ต่อบัญชี โดยปรับโครงสร้างหนี้ ให้มียอดผ่อนชำระต่อเดือนที่ 2% ของเงินต้นก่อนเข้ามาตรการ และยกเว้นดอกเบี้ยที่พักไว้ในระหว่างมาตรการให้ หากทำได้ตามเงื่อนไข 

ธนาคารพาณิชย์และบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์
สถาบันการเงินเฉพาะกิจ
(ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (ธสน.)) 
ตรวจสอบรายชื่อสถาบันการเงินที่เข้าร่วมมาตรการได้ที่ https://www.bot.or.th/khunsoo

หากลูกหนี้มีคุณสมบัติครบถ้วน และได้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ รวมทั้งปฏิบัติตามเงื่อนไขของมาตรการ จะได้รับความช่วยเหลือทุกราย โดยสถาบันการเงินจะแจ้งลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติสามารถเข้าร่วมมาตรการได้ให้ทราบสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการผ่านช่องทางของสถาบันการเงินเจ้าหนี้

ลูกหนี้สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ โดยต้องมาลงทะเบียนใหม่
ยกเว้น กรณีที่ลูกหนี้ลงทะเบียน เฟส 1 แล้ว แต่เจ้าหนี้ยังไม่ได้แจ้งผลการพิจารณาในระบบ เจ้าหนี้จะพิจารณาคุณสมบัติลูกหนี้อีกครั้งโดยครอบคลุมคุณสมบัติทั้ง 2 เฟส ลูกหนี้จึงยังไม่ต้องลงทะเบียนใหม่

เงื่อนไขยังคงเหมือนเดิมกับเฟส 1 คือ

• ลูกหนี้ต้องลงทะเบียน (opt-in) ผ่านระบบกลางของ ธปท. https://www.bot.or.th/khunsoo หรือที่สาขาของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ร่วมโครงการ จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 

• และสำหรับลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการ "จ่ายตรง คงทรัพย์" และ "จ่าย ตัด ต้น" จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้

- ลูกหนี้จะไม่สามารถขอสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคใหม่ในช่วง 12 เดือนแรกที่เข้าร่วมมาตรการ ยกเว้น ลูกหนี้ที่จำเป็นต้องกู้ยืมเพื่อประกอบธุรกิจ เจ้าหนี้สามารถปล่อยกู้ใหม่ได้ โดยพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามความเหมาะสม 

- เจ้าหนี้จะรายงานสถานะลูกหนี้ไปยังเครดิตบูโร (NCB) ได้แก่ 
(1) รหัสที่ระบุว่าลูกหนี้เข้าร่วมมาตรการ ซึ่งมีระยะเวลา 3 ปี และ 
(2) รหัสที่ระบุว่าลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการอยู่ในระยะเวลาห้ามก่อหนี้อุปโภคบริโภคเพิ่มเป็นเวลา 12 เดือน

หากลูกหนี้พิจารณาแล้วว่าได้ประโยชน์จากมาตรการใหม่มากกว่า ลูกหนี้สามารถเปลี่ยนมาเข้ามาตรการ "จ่าย ปิด จบ" ใน เฟส 2 ได้ โดยลูกหนี้เข้ามาลงทะเบียนใหม่อีกครั้งและติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้เพื่อขอเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้ความช่วยเหลือ ทั้งนี้ เมื่อลูกหนี้ออกจากมาตรการ "จ่ายตรง คงทรัพย์" ก่อนครบระยะเวลาของมาตรการ ลูกหนี้จะไม่ได้รับการยกเว้นดอกเบี้ยที่พักไว้ในส่วนที่ภาครัฐไม่ได้สนับสนุน

ได้ หากลูกหนี้มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดของมาตรการ "จ่าย ปิด จบ"

หากลูกหนี้เคยลงทะเบียนไว้แล้วในเฟสที่ 1 และยังไม่ได้รับการติดต่อกลับ ลูกหนี้ไม่ต้องลงทะเบียนเฟสที่ 2 อีกครั้งแล้ว โดยสถาบันการเงินเจ้าหนี้จะทำการพิจารณาคุณสมบัติของลูกหนี้ตามเงื่อนไขของโครงการทั้ง เฟส 1 และเฟส 2 พร้อมกัน และจะติดต่อแจ้งผลกลับไปยังลูกหนี้ต่อไป

ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เนื่องจากบริษัทบริหารจัดการหนี้สิน (AMC) ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ

การรายงานข้อมูลในเครดิตบูโร เป็นการให้ข้อมูลว่าเข้าร่วมโครงการ ซึ่งหากลูกหนี้ชําระหนี้ได้ตามเงื่อนไข จะสะท้อนให้เห็นความตั้งใจและมีวินัยในการแก้หนี้ และหากกรณีลูกหนี้ซึ่งก่อนเข้าร่วมโครงการติดรหัสเป็น NPL อยู่ การเข้าโครงการและสามารถชำระได้ตามเงื่อนไขในงวดแรก จะเปลี่ยนรหัสเป็นหนี้ปกติได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับลูกหนี้

การเข้ามาตรการไม่ทำให้ยอดหนี้เพิ่มขึ้น แต่การเข้ามาตรการจะช่วยลดค่างวด และพักแขวนดอกเบี้ยไว้เป็นระยะเวลา 3 ปี ทำให้ค่างวดที่ชำระทั้งหมดในช่วงเข้ามาตรการ ถูกนำไปตัดต้นเงินทั้งจำนวน และหากลูกหนี้ปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขโครงการ จะได้รับยกเว้นดอกเบี้ยที่พักไว้ทั้งหมด ทำให้หลังออกจากมาตรการแล้วลูกหนี้จะตัวเบาขึ้น เพราะภาระหนี้ลดลงค่อนข้างมาก

1. มาตรการ "จ่ายตรง คงทรัพย์"

การปรับโครงสร้างหนี้แบบเน้นตัดเงินต้น ลดภาระดอกเบี้ย

• ธนาคารพาณิชย์และบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์

• สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (ธสน.)) 
ตรวจสอบรายชื่อสถาบันการเงินที่เข้าร่วมมาตรการได้ที่ https://www.bot.or.th/khunsoo

• ลูกหนี้จ่ายค่างวดน้อยลงเป็นระยะเวลา 3 ปี โดย

ปีที่ 1 ชำระ 50% ของค่างวดเดิม
ปีที่ 2 ชำระ 70% ของค่างวดเดิม
ปีที่ 3 ชำระ 90% ของค่างวดเดิม 

• ค่างวดที่จ่ายจะนำไปตัดเงินต้นทั้งหมด
• หากลูกหนี้สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ครบ 3 ปี สถาบันการเงินจะยกดอกเบี้ยที่พักไว้ในระหว่างมาตรการให้ หลังสิ้นสุดโครงการ
• ลูกหนี้สามารถตกลงกับเจ้าหนี้ในการชำระค่างวดมากกว่าที่กำหนดได้ เพื่อให้ปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น

1.1 คุณสมบัติลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการ

ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ บริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

1. มีวงเงินรวมเป็นรายลูกหนี้ในแต่ละประเภทสินเชื่อกับสถาบันการเงินที่ร่วมมาตรการ ดังต่อไปนี้

ประเภทสินเชื่อ

ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567
วงเงินสินเชื่อรวมต่อสถาบันการเงิน

 สินเชื่อบ้าน และ/หรือ home for cash

ไม่เกิน 5 ล้านบาท

 สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์1/ และ/หรือ car for cash

ไม่เกิน 8 แสนบาท

สินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์1/
และ/หรือ car for cash

ไม่เกิน 5 หมื่นบาท

สินเชื่อ SMEs (ทั้งบุคคลและนิติบุคคล
/มีหรือไม่มีหลักประกัน)

ไม่เกิน 5 ล้านบาท

สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ที่จะรวมหนี้กับสินเชื่อบ้าน/รถ (debt consolidation)*


*ยกเว้นการรวมหนี้กับสินเชื่อบ้านของ ธอส.

สามารถนำมารวมหนี้กับ สินเชื่อบ้าน / บ้านแลกเงิน / สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ / สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ได้ ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ สถาบันการเงินรับได้ โดยวงเงินจะต้องไม่เกินตามที่กำหนดไว้

*กรณีวงเงินสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์พิจารณาจากยอดจัดเช่าซื้อไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในวันเริ่มต้นทำสัญญาเช่าซื้อ

2. เป็นสัญญาสินเชื่อที่ทำก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 มีสถานะบัญชี ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
   กรณีที่ 1: สถานะ ณ 31 ต.ค. 67 - มีประวัติค้างชำระ เกินกว่า 30 วัน นับจากวันครบกำหนดชำระ หรือ
   กรณีที่ 2: สถานะ ณ 31 ต.ค. 67 - ไม่มีประวัติค้างชำระ หรือค้างชำระไม่เกิน 30 วัน แต่ต้อง "เคยมีประวัติค้างชำระ*" และ "เคยปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 65"
(*สำหรับลูกหนี้ที่เคยมีประวัติค้างชำระ 1-30 วัน ให้พิจารณาวันค้างตั้งแต่ 1 ม.ค. 65)

 

คำนวณจากวงเงินของสินเชื่อแต่ละประเภทที่ลูกหนี้มีกับสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 
ตัวอย่าง:
• ลูกหนี้มีสินเชื่อกับสถาบันการเงินแห่งเดียวกัน 3 บัญชี ได้แก่ สินเชื่อบ้าน 2 บัญชี (วงเงิน 5 ล้านบาท และ 3 ล้านบาท) และสินเชื่อเช่าซื้อรถวงเงิน 6 แสนบาท หนี้บ้านจะเข้ามาตรการไม่ได้ เนื่องจากมีวงเงินรวมเกิน 5 ล้านบาท แต่หนี้เช่าซื้อรถเข้าร่วมมาตรการได้

• ลูกหนี้มีสินเชื่อกับ 2 สถาบันการเงิน ได้แก่ 

- สถาบันการเงิน 1: สินเชื่อบ้าน วงเงิน 2 ล้านบาท สินเชื่อเช่าซื้อรถวงเงิน 6 แสนบาท หนี้ทั้ง 2 ประเภทเข้าร่วมมาตรการได้
- สถาบันการเงิน 2: สินเชื่อบ้าน วงเงิน 3 ล้านบาท เข้ามาตรการได้

• ให้นับรวมวงเงินสินเชื่อ top up ด้วย แต่ไม่รวมวงเงินประกันคุ้มครองสินเชื่อบ้าน หรือ MRTA (Mortgage Reducing Term Assurance) เพื่อมิให้ลูกหนี้ถูกตัดสิทธิ์เพียงเพราะมีการทำประกันเพื่อคุ้มครองความเสี่ยง 
• ทั้งนี้ เมื่อเข้าร่วมมาตรการแล้ว ให้สถาบันการเงินปรับโครงสร้างหนี้โดยรวม MRTA ด้วย เนื่องจากอยู่บนหลักประกันเดียวกัน เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของมาตรการที่ต้องการช่วยลูกหนี้ให้รักษาทรัพย์ไว้ได้

ตัวอย่าง:  
• ลูกหนี้มีวงเงินสินเชื่อบ้าน 4.5 ล้านบาท + วงเงิน top up อีก 0.5 ล้านบาท และมีวงเงินสินเชื่อ MRTA อีก 20,000 บาท สามารถเข้าร่วมมาตรการได้ เพราะวงเงินรวมที่ไม่รวม MRTA ไม่เกิน 5 ล้านบาท (4.5+0.5 = 5 ล้านบาท) ทั้งนี้ การให้ความช่วยเหลือตามมาตรการ ให้นำ MRTA มารวมในการปรับโครงสร้างหนี้ด้วย จึงทำให้ยอดหนี้ในการปรับโครงสร้าง คือ 5.02 ล้านบาท
• ลูกหนี้มีวงเงินสินเชื่อบ้าน 5 ล้านบาท หลังจากที่ผ่อนชำระเหลือหนี้คงค้าง 3 ล้านบาท ได้รับวงเงิน top up เพิ่มเติมก่อนวันที่ 31 ต.ค. 67 อีก 2.5 ล้านบาท บนหลักประกันเดิมที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ลูกหนี้รายนี้ไม่สามารถเข้าร่วมมาตรการได้ เพราะวงเงินรวมของลูกหนี้อยู่ที่ 5.5 ล้านบาท (3+2.5 = 5.5 ล้านบาท)

เข้ามาตรการได้ทั้ง 2 สัญญา เพราะมาตรการนี้ต้องการให้ลูกหนี้สามารถรักษาทรัพย์สิน เช่น บ้าน รถ ไว้ได้ จึงให้ความช่วยเหลือเป็นรายลูกหนี้ หากมีสินเชื่อบางบัญชีที่เข้าข่ายตามมาตรการนี้ ลูกหนี้สามารถนำสินเชื่อบัญชีอื่นในประเภทเดียวกันเข้ามาตรการนี้ได้

ได้ หากเป็นหนี้บ้าน/หนี้รถยนต์/หนี้รถจักรยานยนต์ ที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด ลูกหนี้สามารถนำหนี้บัตรเครดิต/สินเชื่อส่วนบุคคล มารวมได้ และเมื่อนำหนี้ไปรวมแล้ว ยังต้องมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดด้วย  

ตัวอย่าง: 

• สินเชื่อบ้าน วงเงิน 5 ล้านบาท ผ่อนชำระเหลือยอดคงค้าง 4.7 ล้านบาท มีสินเชื่อบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล (CCPL) 0.2 ล้านบาท สามารถเข้าร่วมมาตรการนี้ได้ เพราะวงเงินรวมไม่เกิน 5 ล้านบาท (4.7 + 0.2 = 4.9 ล้านบาท)

• สินเชื่อบ้าน วงเงิน 5 ล้านบาท ผ่อนชำระเหลือยอดคงค้าง 4.7 ล้านบาท มีสินเชื่อบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล (CCPL) 0.5 ล้านบาท ไม่สามารถเข้ามาตรการนี้ได้ เพราะวงเงินรวมเกิน 5 ล้านบาท (4.7 + 0.5 = 5.2 ล้านบาท) 

ได้ หากลูกหนี้มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด

ได้ โดยสถาบันการเงินจะชะลอการฟ้องออกไปก่อน (แต่ไม่ได้ถอนฟ้อง) ในกรณีที่ลูกหนี้โดนยึดทรัพย์แล้ว แต่ทรัพย์ยังไม่ได้ถูกขายทอดตลาด/การขายทอดตลาดยังไม่สำเร็จ ลูกหนี้ที่เข้าข่ายตามคุณสมบัติของมาตรการสามารถเข้าร่วมมาตรการได้ แต่เมื่อเข้าร่วมมาตรการแล้วและไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของมาตรการได้ สถาบันการเงินจะเดินเรื่องในกระบวนการทางศาลต่อไป

หากสินเชื่อทั้งแบบกู้เดี่ยวและกู้ร่วมของลูกหนี้มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขการเข้าร่วมมาตรการ ลูกหนี้สามารถเข้าร่วมมาตรการได้ทั้ง 2 สัญญา

ตัวอย่าง:  
กรณีนาย ก. มีสินเชื่อบ้านวงเงิน 5 ล้านบาทกับธนาคาร A ซึ่งมีวันค้างชำระ 270 วัน (กู้เดี่ยว) และนาย ก. กู้ร่วมกับ นาง ข. มีสินเชื่อบ้านวงเงิน 3 ล้านบาท (กู้ร่วม) ซึ่งมีวันค้างชำระ 90 วัน ลูกหนี้สามารถเข้าร่วมมาตรการได้ทั้ง 2 สัญญา โดยสถาบันการเงินจะพิจารณาวงเงินกู้ร่วมและวงเงินกู้เดี่ยวแยกกัน 

ได้ เพราะสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์/ไมโครไฟแนนซ์นับเป็นสินเชื่อ SMEs รายย่อย จึงสามารถเข้าร่วมมาตรการได้ หากลูกหนี้มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขการเข้าร่วมมาตรการ

ได้ หากลูกหนี้มีสินเชื่อกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งที่เป็นไปตามเงื่อนไขการเข้าร่วมมาตรการ

ไม่ได้ หากลูกหนี้มีหนี้กับสหกรณ์อย่างเดียว เพราะหนี้สหกรณ์อยู่ใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคลังหรือ ธปท.) แต่ถ้าลูกหนี้มีทั้งหนี้ที่กู้กับสหกรณ์และกู้กับสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ และยังมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด ลูกหนี้สามารถนำหนี้ที่มีกับสถาบันการเงินมาเข้าร่วมในโครงการนี้ได้

ไม่ได้ เพราะการให้สินเชื่อประเภทนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ซื้อบ้านหรือรถ จึงไม่เข้าเงื่อนไข อย่างไรก็ดี ลูกหนี้สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากมาตรการอื่น ๆ ของธนาคารได้

พิจารณาจากยอดจัดเช่าซื้อ (ไม่รวม VAT) ในวันที่ทำสัญญา 

ตัวอย่าง:
• ลูกหนี้ ก. ซื้อรถ ราคา 1,000,000 บาท วางเงินดาวน์ 200,000 บาท จะมียอดจัดเช่าซื้อ (ไม่รวม VAT) 800,000 บาท ซึ่งสามารถเข้าร่วมมาตรการได้ ถ้ามีคุณสมบัติอื่น ๆ ตามเงื่อนไขตามที่กำหนด
• ลูกหนี้ ข. ซื้อรถ ราคา 1,000,000 บาท วางเงินดาวน์ 100,000 บาท จะมียอดจัดเช่าซื้อ (ไม่รวม VAT) 900,000 บาท ไม่สามารถเข้าร่วมมาตรการได้ เนื่องจากวงเงินเกินกว่าที่เงื่อนไขกำหนด

สามารถเข้าร่วมมาตรการได้หากมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด เพราะโครงการไม่มีข้อกำหนดเรื่องอายุผู้กู้ 

1.2 เงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือ

• ลูกหนี้ต้องลงทะเบียน (opt-in) ผ่านระบบกลางของ ธปท. ที่ https://www.bot.or.th/khunsoo หรือที่สาขาของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ร่วมโครงการ จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 

• ลูกหนี้จะไม่สามารถขอสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคใหม่ในช่วง 12 เดือนแรกที่เข้าร่วมมาตรการ ยกเว้น ลูกหนี้ที่จำเป็นต้องกู้ยืมเพื่อประกอบธุรกิจ เจ้าหนี้สามารถปล่อยกู้ใหม่ได้ โดยพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามความเหมาะสม 

• เจ้าหนี้จะรายงานสถานะลูกหนี้ไปยังเครดิตบูโร (NCB) ได้แก่
(1) รหัสที่ระบุว่าลูกหนี้เข้าร่วมมาตรการ ซึ่งมีระยะเวลา 3 ปี และ 
(2) รหัสที่ระบุว่าลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการอยู่ในระยะเวลาห้ามก่อหนี้อุปโภคบริโภคเพิ่มเป็นเวลา 12 เดือน

พิจารณาจากค่างวดล่าสุดก่อนทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรการนี้

ตัวอย่าง:

• เดิมลูกหนี้จ่ายค่างวดที่ 10,000 บาท/เดือน ก่อนหน้านี้ลูกหนี้ได้รับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และได้รับการลดค่างวดลดลงเหลือ 7,000 บาท/เดือน หากลูกหนี้เข้ามาตรการจ่ายตรง คงทรัพย์นี้ ค่างวดที่ต้องชำระในระหว่างเข้ามาตรการจะคิดจากค่างวดล่าสุดที่ 7,000 บาท ดังนั้น จะมีค่างวดขั้นต่ำที่ 3,500 บาท โดยลูกหนี้สามารถจ่ายชำระค่างวดสูงกว่านี้ได้ตามที่ตกลงกับสถาบันการเงินเจ้าหนี้

• ลูกหนี้ทำสัญญาสินเชื่อบ้าน 3 ปีแรกค่างวด 10,000 บาท/เดือน ต่อมาค่างวดได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 15,000 บาท/เดือน เมื่อผ่อนมาเกินกว่า 3 ปี หากลูกหนี้เข้ามาตรการจ่ายตรง คงทรัพย์นี้หลังจากค่างวดได้ปรับเพิ่มเป็น 15,000 บาทแล้ว ค่างวดที่ต้องชำระในระหว่างเข้ามาตรการจะคิดจากค่างวดล่าสุดที่ 15,000 บาท ดังนั้น ค่างวดขั้นต่ำคือ 7,500 บาทต่อเดือน โดยลูกหนี้สามารถจ่ายชำระค่างวดสูงกว่านี้ได้ตามที่ตกลงกับสถาบันการเงินเจ้าหนี้

ไม่ได้ ลูกหนี้ต้องผ่อนชำระค่างวดขั้นต่ำตามที่มาตรการกำหนดในลักษณะทยอยปรับขึ้นในแต่ละปี (ปีแรก 50% / ปีที่สอง 70% / ปีที่สาม 90%) เพื่อให้มั่นใจว่าลูกหนี้จะสามารถกลับมาชำระที่ 100% ของค่างวดเดิมได้ในปีที่ 4 หลังจบมาตรการ

ได้ โดยลูกหนี้สามารถเจรจากับสถาบันการเงินเจ้าหนี้ เพื่อขอจ่ายค่างวดสูงกว่าที่กำหนดได้ 

ได้ หากลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้และเป็นไปตามเงื่อนไขสัญญาที่ตกลงไว้กับสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินจะยกดอกเบี้ยที่พักไว้ในช่วงที่ลูกหนี้เข้ามาตรการให้

• ลูกหนี้สามารถติดต่อสถาบันการเงินได้ ทั้งในกรณีที่ (i) ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดได้ เช่น (1) ลูกหนี้ก่อหนี้เพื่ออุปโภคบริโภคใหม่ก่อนระยะเวลา 12 เดือน หรือ (2) ลูกหนี้ค้างชำระหนี้จนกลายเป็น NPL และ (ii) ลูกหนี้ต้องการออกจากมาตรการก่อนกำหนด ซึ่งทั้ง 2 กรณี สถาบันการเงินจะเรียกเก็บดอกเบี้ยกับลูกหนี้ในอัตรา 50% ของดอกเบี้ยที่พักไว้ในระหว่างที่เข้ามาตรการ

• ลูกหนี้สามารถติดต่อสถาบันการเงินเพื่อขอความช่วยเหลือด้วยแนวทางอื่นของสถาบันการเงิน เช่น มาตรการแก้หนี้ตามเกณฑ์ Responsible Lending หรือมาตรการแก้หนี้อื่น ๆ เช่น คลินิกแก้หนี้ by SAM   

ไม่ใช่ ลูกหนี้ต้องลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการตามความสมัครใจ (opt-in)  ซึ่งสถาบันการเงินจะติดต่อลูกหนี้เพื่อเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรการต่อไป

ระหว่างที่เข้าร่วมมาตรการนี้ ดอกเบี้ยยังเดินอยู่ตามปกติ แต่มาตรการครั้งนี้จะต่างจากมาตรการที่ผ่านมา คือ หากลูกหนี้ปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมมาตรการ สถาบันการเงินเจ้าหนี้จะยกดอกเบี้ยที่พักไว้ระหว่างอยู่ในมาตรการให้ทั้งหมด

การที่ลูกหนี้นำสินเชื่อบ้าน/รถ/ SMEs เข้าร่วมมาตรการ โดยไม่ได้นำสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลมาเข้าร่วมมาตรการด้วยนั้น ลูกหนี้สามารถใช้วงเงินสินเชื่อเดิมที่เหลืออยู่ได้ โดยไม่ถือเป็นการก่อหนี้ใหม่ แต่ลูกหนี้จะไม่สามารถขอวงเงินสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคใหม่เพิ่มเติมได้ในช่วง 12 เดือนแรกหลังเข้ามาตรการ ตามเงื่อนไขของมาตรการ

แม้ลูกหนี้จะไม่สามารถก่อหนี้เพื่ออุปโภคบริโภคเพิ่มเติมได้ในระยะเวลา 12 เดือนแรก เเต่ลูกหนี้จะมีสภาพคล่องเพิ่มเติมจากค่างวดที่ได้ชำระลดลง เช่น หากเดิมลูกหนี้จ่ายค่างวดสินเชื่อบ้านหรือ เช่าซื้อรถยนต์ที่ 10,000 บาทต่อเดือน เมื่อเข้าร่วมมาตรการค่างวดในปีแรกจะลดลงเป็น 5,000 บาทต่อเดือน เท่ากับว่าในแต่ละเดือนลูกหนี้จะมีสภาพคล่องเพิ่มเติมเดือนละ 5,000 หรือ 60,000 บาทในปีแรก โดยไม่มีภาระเสียดอกเบี้ยในสภาพคล่องดังกล่าว  ทั้งนี้ การห้ามก่อหนี้ไม่รวมถึงการก่อหนี้เพื่อประกอบธุรกิจ เนื่องจากเป็นการทำให้ลูกหนี้มีรายได้เพิ่มเติม

กรณีลูกหนี้ที่เข้าโครงการคุณสู้เราช่วย และได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติหรือสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา สามารถขอรับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินได้ หากได้รับความช่วยเหลือ เช่น ได้รับสินเชื่อที่เกี่ยวข้อง หรือได้รับความช่วยเหลือทางการเงินเพิ่มเติม จะไม่ถือว่าผิดเงื่อนไขของการเข้าร่วมโครงการ

2. มาตรการ "จ่าย ปิด จบ"

การลดภาระหนี้ให้ลูกหนี้ NPL ที่มียอดหนี้ไม่สูง

• ธนาคารพาณิชย์และบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ 

• สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (ธสน.))

ตรวจสอบรายชื่อสถาบันการเงินที่เข้าร่วมมาตรการได้ที่  https://www.bot.or.th/khunsoo

ลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่มีสถานะเป็นหนี้เสีย (NPL) ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 และมีภาระหนี้คงค้างดังนี้
• สินเชื่อทุกประเภทที่มีภาระหนี้คงค้างไม่เกิน 5,000 บาท ต่อบัญชี (ไม่ต้องพิจารณาวงเงินของสัญญาสินเชื่อ)
• สินเชื่อไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ที่มีภาระหนี้คงค้างไม่เกิน 10,000 บาทต่อบัญชี
• สินเชื่อมีหลักประกัน ได้แก่ หนี้บ้าน/SMEs วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อบัญชี หนี้รถยนต์วงเงิน (ยอดจัดเช่าซื้อ) ไม่เกิน 8 แสนบาทต่อบัญชี และหนี้รถจักรยานยนต์ วงเงินไม่เกิน 5 หมื่นบาทต่อบัญชี ที่มีภาระหนี้คงค้างไม่เกิน 30,000 บาทต่อบัญชี ที่ถูกบังคับหลักประกันแล้ว เช่น หลักประกันถูกยึดหรือขายทอดตลาดแล้ว

ตัวอย่าง:

ลูกหนี้ ก. มีหนี้ที่เป็น NPL จำนวน 2 บัญชี ได้แก่ หนี้บัตรเครดิตภาระหนี้คงเหลือ 4,000 บาท และหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลภาระหนี้คงเหลือ 9,000 บาท 
ลูกหนี้ ก. สามารถเข้าร่วมมาตรการได้ทั้ง 2 บัญชี เนื่องจากเป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน และภาระหนี้ของแต่ละบัญชีไม่เกิน 10,000 บาทตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยเจ้าหนี้จะพิจารณาคุณสมบัติของลูกหนี้เป็นรายบัญชี

ลูกหนี้ ข. มีหนี้รถยนต์ที่เป็น NPL ซึ่งถูกบังคับหลักประกันไปแล้ว มีภาระหนี้คงเหลือ 25,000 บาท โดยในสัญญาระบุวงเงินกู้ไว้ที่ 700,000 บาท
ลูกหนี้ ข. สามารถเข้าร่วมมาตรการ “จ่าย ปิด จบ” ได้ เนื่องจาก
• เป็นหนี้ที่มีหลักประกัน (รถยนต์) ที่ถูกบังคับหลักประกันไปแล้ว
• ภาระหนี้คงเหลือไม่เกิน 30,000 บาท
• วงเงินในสัญญาไม่เกิน 800,000 บาท ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด

ทั้งนี้ ลูกหนี้จะต้องชำระบางส่วนตามที่เจ้าหนี้กำหนดเพื่อปิดบัญชี และปิดจบหนี้ตามมาตรการ

หนี้ที่เหลือจากสัญญาสินเชื่อที่มีรถเป็นหลักประกันจัดเป็นสินเชื่อประเภทมีหลักประกัน หาก ณ 31 ตุลาคม 2567 เป็นหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน (สถานะ NPL) และมีภาระหนี้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อบัญชี ภายใต้วงเงินสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ตามสัญญาเดิมไม่เกิน 800,000 บาทต่อบัญชี และต้องมีการบังคับหลักประกันไปแล้วในวันที่เข้าร่วมมาตรการ สามารถเข้าร่วมมาตรการได้

สถาบันการเงินจะปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนให้ลูกหนี้ เพื่อช่วยให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ปิดจบบัญชีได้ ซึ่งสถานะลูกหนี้ใน NCB จะถูกปรับเป็นรหัส 11 คือ ชำระหนี้หมดตามยอดที่ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้

จ่าย ปิด จบ เป็นมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีเงื่อนไขผ่อนปรนกว่าการปรับโครงสร้างหนี้ตามปกติมาก โดยลูกหนี้สามารถชำระหนี้แค่บางส่วน ซึ่งเป็นจำนวนเงินไม่สูงมากนัก และสามารถปิดจบหนี้กับเจ้าหนี้ได้เลย โดยขอให้ลูกหนี้ลงทะเบียนและเร่งติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้

หนี้บุคคลธรรมดาทุกประเภท ทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกันที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขการเข้าร่วมมาตรการ

หากลูกหนี้มีคุณสมบัติครบถ้วน ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ และปฏิบัติตามเงื่อนไขของมาตรการ จะได้รับความช่วยเหลือทุกราย

3. มาตรการ "จ่าย ตัด ต้น"

การปรับโครงสร้างหนี้สินเชื่อไม่มีหลักประกัน แบบลดค่างวดและลดภาระดอกเบี้ย โดยเน้นตัดเงินต้น

• ธนาคารพาณิชย์และบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์
• สถาบันการเงินเฉพาะกิจ
(ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (ธสน.)) 
ตรวจสอบรายชื่อสถาบันการเงินที่เข้าร่วมมาตรการได้ที่ https://www.bot.or.th/khunsoo

• ปรับโครงสร้างหนี้เป็น term loan โดยผ่อนชำระ 2% ของเงินต้นคงค้าง
• ค่างวดที่จ่ายจะนำไปตัดเงินต้นทั้งหมด
• หากลูกหนี้สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ครบ 3 ปี สถาบันการเงินจะยกดอกเบี้ยที่พักไว้ในระหว่างมาตรการให้ หลังสิ้นสุดโครงการ
• ลูกหนี้สามารถตกลงกับเจ้าหนี้ในการชำระค่างวดมากกว่าที่กำหนดได้ เพื่อให้ปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น

1.1 คุณสมบัติลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการ

ลูกหนี้ต้องมีคุณสมบัติครบทั้ง 2 ข้อดังนี้
(1) ลูกหนี้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่มีสถานะเป็นหนี้เสีย (NPL) ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 และมียอดหนี้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อบัญชี สำหรับสินเชื่อไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล 
(2) เป็นสัญญาสินเชื่อที่ทำก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567

• ลูกหนี้ต้องลงทะเบียน (opt-in) ผ่านระบบกลางของ ธปท. ที่ https://www.bot.or.th/khunsoo หรือที่สาขาของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ร่วมโครงการ จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 

• ลูกหนี้จะไม่สามารถขอสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคใหม่ในช่วง 12 เดือนแรกที่เข้าร่วมมาตรการ ยกเว้น ลูกหนี้ที่จำเป็นต้องกู้ยืมเพื่อประกอบธุรกิจ เจ้าหนี้สามารถปล่อยกู้ใหม่ได้ โดยพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามความเหมาะสม 

โดยเจ้าหนี้จะรายงานสถานะลูกหนี้ไปยังเครดิตบูโร (NCB) ได้แก่
(1) รหัสที่ระบุว่าลูกหนี้เข้าร่วมมาตรการ ซึ่งมีระยะเวลา 3 ปี และ 
(2) รหัสที่ระบุว่าลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการอยู่ในระยะเวลาห้ามก่อหนี้อุปโภคบริโภคเพิ่มเป็นเวลา 12 เดือน

ลูกหนี้ที่อยู่ภายใต้มาตรการคลินิกแก้หนี้แล้ว ไม่สามารถเข้าร่วมมาตรการนี้ได้ ซึ่งการช่วยเหลือภายใต้มาตรการของคลินิกแก้หนี้ก็จะมีการลดค่างวดผ่อนชำระที่ต่ำเช่นกัน ลูกหนี้จึงควรอยู่ในมาตรการคลินิกแก้หนี้ต่อไป

ประเด็นอื่น ๆ

• กรณีลูกหนี้รายย่อย และ SMEs ทุกประเภท สามารถขอรับความช่วยเหลือโดยการปรับโครงสร้างหนี้ได้ตามเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) คือ จะได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเป็นหนี้เสียอย่างน้อย 1 ครั้ง และหลังเป็นหนี้เสียอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง ก่อนฟ้อง โอนขายหนี้ ยึดทรัพย์

• กรณีลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับ ประเภทวงเงินหมุนเวียน เช่น บัตรกดเงินสด ที่ยังไม่เป็น NPL แต่ชำระดอกเบี้ยรวมมากกว่าเงินต้นรวมเป็นระยะเวลานาน (5 ปี) สามารถขอเข้ามาตรการปิดจบหนี้เรื้อรังได้ โดยสถาบันการเงินจะแปลงสินเชื่อจากวงเงินหมุนเวียน (revolving loan) เป็นสินเชื่อผ่อนชำระเป็นงวด (installment loan) ลดดอกเบี้ยเหลือไม่เกิน 15% ต่อปี และปิดจบหนี้ได้ภายใน 5 ปี (ธปท. ขยายระยะเวลาปิดจบหนี้จาก 5 ปีเป็น 7 ปี เริ่ม 1 มกราคม 68) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ มาตรการแก้หนี้ยั่งยืน

• กรณีลูกหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกัน ที่เป็น NPL ค้างชำระมากกว่า 120 วัน ยอดหนี้ไม่เกิน 2 ล้านบาท สามารถขอเข้าโครงการคลินิกแก้หนี้ได้ โดยลูกหนี้จะได้รับข้อเสนอปรับโครงสร้างหนี้ในการรวมหนี้เสียจากทุกเจ้าหนี้ที่เข้าร่วมโครงการไว้ที่เดียว ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 3-5% ต่อปี สำหรับดอกเบี้ยและค่าปรับค้างชำระเดิมก่อนเข้าโครงการ เจ้าหนี้จะยกให้เมื่อลูกหนี้ชำระได้ครบถ้วนตามสัญญาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลินิกแก้หนี้ – DEBT หนี้บัตร หนี้บุคคล จบที่เดียว

วิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ

ลูกหนี้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการได้ผ่านระบบกลางของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ https://www.bot.or.th/khunsoo หรือที่สาขาของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ร่วมโครงการ

ลูกหนี้สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 

ข้อมูลที่ใช้และขั้นตอนการกรอกข้อมูลในหน้าเว็บไซต์ลงทะเบียนของ ธปท.: 
(1) อ่านรายละเอียดมาตรการในหน้าเว็บไซต์ที่ https://www.bot.or.th/khunsoo เพื่อตรวจสอบสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ เงื่อนไขและคุณสมบัติในการเข้าร่วมมาตรการ กดยืนยันคุณสมบัติ และกดลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ
(2) เตรียม ThaID เพื่อเข้าระบบและยืนยันตัวตน (
ดูวิธีการลงทะเบียน ThaiD ได้ที่ ขั้นตอนการลงทะเบียน ThaID ด้วยตัวเอง)
(3) เข้าสู่ระบบ โดยสามารถทำได้ 2 แบบ คือ 
   3.1 เข้าสู่ระบบผ่าน ThaID - ต้อง Scan ThaID ผ่านแอปพลิเคชัน (App) ทุกครั้งที่เข้ามาใช้ระบบ 
   3.2 เข้าระบบผ่านอีเมล (e-mail) โดยยืนยันตัวตนผ่าน ThaID ครั้งแรกเท่านั้น 
(4) กรอกข้อมูลเพิ่มเพื่อลงทะเบียนขอเข้าร่วมมาตรการ ดังนี้
   4.1  ข้อมูลส่วนบุคคล/นิติบุคคล
     - ข้อมูลส่วนบุคคลเบื้องต้นระบบจะดึงมาจาก ThaID 
     - กรอกข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่ม ได้แก่ หมายเลขโทรศัพท์ (เพื่อรับการติดต่อจากสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้)  e-mail address (เพื่อส่ง e-mail เตือนแจ้งสถานะ) และจังหวัด (เพื่อเป็นข้อมูลสถิติ) 
   4.2 กรอกข้อมูลหนี้
    - เลือกสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ และเลือกสินเชื่อที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ
    - กรณีเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย จะสอบถามความสนใจที่จะทำเรื่องรวมหนี้หรือไม่ 
    - กรณีที่ต้องการลงทะเบียนหลายผลิตภัณฑ์ สามารถกดเพิ่มผลิตภัณฑ์ได้
(5) กดยอมรับเงื่อนไขการใช้บริการ และกดส่ง ระบบจะขึ้นข้อความการลงทะเบียนสำเร็จและแสดงหมายเลขคำร้องเพื่อให้ลูกหนี้ใช้ติดตามสถานะการลงทะเบียน 
(6) หลังการลงทะเบียนเสร็จสิ้นแล้ว สถาบันการเงินจะได้รับข้อมูลทันทีโดยอัตโนมัติ และ สถาบันการเงินจะเริ่มทยอยติดต่อกลับลูกหนี้ ภายใน 10 วันทำการหลังลงทะเบียนสำเร็จ อย่างไรก็ตาม สำหรับลูกหนี้ภายใต้มาตรการ "จ่าย ตัด ต้น" เจ้าหนี้จะเริ่มติดต่อกลับตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 68 เป็นต้นไป

ลูกหนี้ต้องยืนยันตัวตนผ่าน ThaiID ก่อนการลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ

ให้ลูกหนี้ที่กู้ร่วมเพียงคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ลงทะเบียน (ไม่ต้องลงทะเบียนทุกคน) โดยเจ้าหนี้จะติดต่อลูกหนี้และผู้กู้ร่วม หากมีคุณสมบัติตามที่กำหนดเพื่อเข้าร่วมมาตรการต่อไป 

• กรณีเบอร์โทรติดต่อผิด สามารถส่งข้อความผ่านระบบเพื่อแจ้งเบอร์โทรติดต่อที่ถูกต้องให้แก่สถาบันการเงินได้
• กรณีชื่อเจ้าหนี้ผิด สามารถยกเลิกคำร้องที่ผิด และยื่นคำร้องสำหรับเจ้าหนี้ใหม่
• กรณีเลือกประเภทสินเชื่อผิด เมื่อเจ้าหนี้ติดต่อกลับ สามารถแจ้งกับเจ้าหนี้เพื่อขอเปลี่ยนประเภทสินเชื่อได้โดยตรง

สถาบันการเงินจะติดต่อลูกหนี้กลับภายใน 10 วันทำการหลังลงทะเบียนสำเร็จ อย่างไรก็ตาม สำหรับลูกหนี้ภายใต้มาตรการ "จ่าย ตัด ต้น" เจ้าหนี้จะเริ่มติดต่อกลับตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 68 เป็นต้นไป เนื่องจากเจ้าหนี้ต้องใช้เวลาในการเตรียมระบบงานเพื่อรองรับมาตรการใหม่

ลูกหนี้สามารถเรียกดูสถานะการดำเนินการผ่านเว็บไซต์ ธปท. ได้ที่ https://services.bot.or.th/cpm โดยเลือกเมนูตรวจสอบสถานะคำร้อง บริการแก้หนี้ และเลือกหมายเลขคำร้องที่ได้รับหลังลงทะเบียนสำเร็จ

ลูกหนี้สามารถกดปุ่ม reject ในระบบ เพื่อปฏิเสธผลการพิจารณาได้ โดยเรื่องจะถูกส่งกลับให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้พิจารณาใหม่อีกครั้ง (ลูกหนี้สามารถปฏิเสธผลการพิจารณาได้ 2 ครั้ง)

ไม่มีค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ ดังนั้น อย่าหลงเชื่อหรือโอนเงินหากมีผู้มาติดต่อให้ลูกหนี้ต้องชำระค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายอื่นใด 

ลูกหนี้สามารถติดต่อได้ที่สาขาหรือ call center ของสถาบันการเงินที่ลงทะเบียน กด 99 และหากไม่ได้รับความช่วยเหลือ สามารถติดต่อ 1213 ในวันและเวลาทำการ

ลูกหนี้สามารถขอคำแนะนำได้ที่สาขา หรือ call center ของสถาบันการเงินเพื่อช่วยเหลือ/อำนวยความสะดวกในการลงทะเบียน

หากพ้นระยะเวลาที่กำหนด จะถือว่าลูกหนี้ยอมรับผลการพิจารณาตามที่ผู้ให้บริการแจ้ง โดยหากผลการพิจารณาระบุว่าลูกหนี้ได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการในโครงการคุณสู้ เราช่วย สถาบันการเงินจะติดต่อลูกหนี้เพื่อลงนามในสัญญาการปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรการต่อไป