ในวันที่โลกหมุนไปอย่างรวดเร็วจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ตัวกระตุ้นสำคัญอย่างวิกฤตโควิด 19 ทำให้วันนี้ผู้ประกอบการ ห้างร้าน บริษัทชั้นนำ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ต่างก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้ทันกับพฤติกรรมและความคาดหวังของสังคมที่เปลี่ยนไป หน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลภาคการเงินการธนาคารอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็จำเป็นต้องปรับลักษณะการทำงานด้วยเช่นกัน วันนี้จึงขอพาทุกท่านมารู้จักกับทีมงานส่วนหนึ่งที่ ธปท. ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกระบวนทัพใหม่ไว้รองรับ new landscape

 

 

ภาพใน ธปท.

 

 

ด้านระบบการชำระเงินดิจิทัล

 


 

กลุ่มงานแรกที่ถูกจัดตั้งขึ้น คือ ด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล ซึ่งมีทั้งการปรับรูปแบบตั้งแต่การแตกกลุ่มออกมาจากหน่วยงานเดิมและการจัดตั้งขึ้นใหม่เพื่อให้เท่าทันสภาพ เศรษฐกิจ สังคม และโลกการเงินที่เปลี่ยนไป

 

FinTech

 


 

เป็นฝ่ายงานที่ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน โดยนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจและประชาชน รวมถึงมีการจัดตั้ง regulatory sandbox เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจทั้งที่เป็นสถาบันการเงินและไม่ใช่สถาบันการเงิน (non-Bank) สามารถทดสอบการให้บริการด้วยเทคโนโลยีใหม่กับลูกค้าจริงได้ในวงจำกัด ภายใต้หลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ (1) ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน (2) การดูแลความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ และ (3) การคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเหมาะสม เช่น การชำระเงินด้วยมาตรฐาน Thai QR code การใช้เทคโนโลยี Biometrics ในกระบวนการพิสูจน์ยืนยันตัวตนลูกค้า การพิสูจน์ยืนยันตัวตนข้ามหน่วยงานผ่านแพลตฟอร์ม National Digital Identity (NDID) และการให้บริการหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์ (electronics Letter of Guarantee: e-LG) บนระบบ blockchain ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานหรือมาตรฐานกลางของการทำธุรกรรมทางการเงินที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

 

 

Digital Currency

 


 

รูปแบบของการใช้เงินที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ "สกุลเงินดิจิทัล" จะมีบทบาทอย่างมากในกิจกรรมทางการเงินในอนาคต สกุลเงินดิจิทัลไม่ใช่แค่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพด้านการชำระเงิน แต่ยังก่อให้เกิดการเข้าถึงการสร้าง นวัตกรรมตลอดจนก่อให้เกิดผู้เล่นและบริการที่หลากหลาย อย่างไรก็ดีสกุลเงินดิจิทัลยังส่งผลต่อการดำเนินนโยบายและเสถียรภาพระบบการเงินเช่นกัน พันธกิจของ Digital Currency Team (DCT) ของ ธปท. มีบทบาททั้งด้านการกำหนดนโยบายร่วมกับฝ่ายงานต่าง ๆ ในการกำกับดูแลสกุลเงินที่ออกโดยภาคเอกชน (Private Digital Currency) และด้านการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency: CBDC) อย่างโครงการอินทนนท์ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อสร้างและกำหนดภูมิทัศน์ทางการเงิน ของประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพในอนาคต

 

 

 

ด้าน Data & Technology

 


 

Data Analytics

 


 

กลุ่มงานที่มีจุดมุ่งหมายในการเป็นหน่วยงานหลักในการผลักดัน พัฒนา และสนับสนุนการวิเคราะห์เชิงลึก โดยเฉพาะในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่และในเชิงเทคนิคด้าน Machine Learning โดยเน้นการทำงานร่วมกับสายงานต่าง ๆ ภายใน ธปท. เพื่อสนับสนุนการตอบโจทย์ตามแผนยุทธศาสตร์ ธปท. ซึ่งครอบคลุมงานตามพันธกิจหลักและการบริหารจัดการองค์กร เช่น ศึกษาและพัฒนาเครื่องชี้เร็ว (Rapid Economic Indicator) เพื่อจับชีพจรเศรษฐกิจการเงินของไทยจากข้อมูลระดับจุลภาคและข้อมูลทางเลือก เช่น ข้อมูลการใช้ไฟฟ้า ข้อมูลการขนส่ง รวมถึงสนับสนุนด้านข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงนโยบายให้สายงานต่าง ๆ เช่น การช่วยวิเคราะห์สภาวะสินเชื่อและการจ้างงานในช่วงสถานการณ์โควิด 19 การวิเคราะห์งานนโยบายและกำกับการแลกเปลี่ยนเงิน รวมถึงพัฒนานวัตกรรมเพื่อช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ

 

 

Digital Transformation

 


 

การจะผลักดันให้องค์กรเดินหน้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบได้นั้น นอกจากการต้องนำเครื่องมือดิจิทัลสมัยใหม่เข้ามาใช้งานแล้ว หัวใจสำคัญคือการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์จากบุคลากรภายในหน่วยงานน้องใหม่ล่าสุดจึงถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อโครงการ Digital Transformation ซึ่งมีโครงการย่อยที่นำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาใช้งาน เช่น การนำ RPA (Robotic Process Automation) หรือการนำ robot มาช่วยทำงานโดยอัตโนมัติอย่างหมาะสม การนำเทคโนโลยี Microsoft Office 365 มาช่วยให้สามารถทำงานร่วมกันได้ทุกที่ทุกเวลาและสะดวกปลอดภัย รวมทั้งการเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์ข้อมูลผ่าน service management platform หรือ new HR platform เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Digital First ที่มุ่งสร้างความรู้ ความเข้าใจ เพื่อส่งเสริมให้พนักงานมี digital mindset และความสามารถทางดิจิทัลเพิ่มมากขึ้นผ่าน digital champion ของแต่ละฝ่ายงานในโครงการ Digital Boot Camp

 

 

 

ด้านการแก้ปัญหาหนี้สิน ของไทย

 


 

          

จากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก ธปท. จึงให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาหนี้สินทั้งระดับภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยได้จัดตั้งหน่วยงานและโครงการต่าง ๆ เพื่อดูแลและแก้ไขปัญหาหนี้สิน รวมถึงลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ

 

 

กลุ่มงานการแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชน

 


 

เป็นกลุ่มงานที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับประชาชนรายย่อยผ่าน (1) โครงการคลินิกแก้หนี้ ที่มีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ช่วงโควิด 19 ทั้งในรูปแบบการเลื่อนระยะเวลาชำระค่างวดและลดอัตรา ดอกเบี้ยตลอดปี 2563 มีลูกหนี้ลงนามในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับโครงการจำนวน 7,924 ราย ภาระหนี้รวม 2,662 ล้านบาท (2) ทางด่วนแก้หนี้ ซึ่งเป็นช่องทางเสริมสำหรับช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจในการติดต่อกับ ผู้ให้บริการทางการเงินเพื่อขอปรับแผนการชำระหนี้ ตั้งแต่เริ่มเปิดให้บริการในเดือนเมษายน 2563 จนถึงสิ้นปี 2563 มีจำนวนคำขอเกือบ 120,000 รายการ และ (3) ดำเนินการยกระดับความร่วมมือในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทร่วมกับกระทรวงยุติธรรม

 

 

กลุ่มงานปรับโครงสร้างหนี้

 


 

จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลกลุ่มลูกหนี้รายใหญ่ โดยได้ดำเนินการช่วยเหลือผ่านโครงการ DR BIZ ซึ่งมีแนวคิดมาจากการถอดบทเรียนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เมื่อครั้งวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ ธปท. ได้เข้าไปช่วยเจรจาปรับปรุง โครงสร้างหนี้ระหว่างลูกหนี้ NPL รายใหญ่กับสถาบันการเงินเจ้าหนี้ แต่ได้มีการปรับเปลี่ยนแนวทางให้เหมาะกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังได้ประกาศให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจาก สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ระลอกใหม่ด้วย

 

 

 

กลุ่มงานเพื่อความยั่งยืน

 


 

ทีมการธนาคารเพื่อความยั่งยืน

 


 

จัดตั้งขึ้นเพื่อผลักดันให้สถาบันการเงินซึ่งถือเป็นตัวกลางในการส่งผ่านเงินทุนไปสู่ระบบเศรษฐกิจตระหนักถึงความสำคัญและดำเนินธุรกิจบนหลักการธนาคารเพื่อความยั่งยืน (sustainable banking) โดยมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการมีธรรมาภิบาล (ESG) ตลอดจนสนับสนุนให้ลูกค้าภาคธุรกิจปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม