HAPPY NEW YEAR!!
ส่งความสุขปีใหม่ให้ตัวเอง เก็บเงินให้สำเร็จตามเคล็ดลับนี้

image

          ในช่วงใกล้ปีใหม่ของทุกปี หลายคนคงเตรียมตั้งเป้าหมายในปีใหม่ หรือที่เรียกว่า New Year's Resolution กันแล้ว ที่ผ่านมาอาจจะทำสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้บ้างหรือไม่สำเร็จบ้าง แต่อย่างน้อยการตั้งเป้าหมายก็ทำให้เรามีแรงผลักดันที่จะไปให้ถึง

 

          เป้าหมายส่วนใหญ่ที่คนนิยมตั้งเป็นเป้าหมายในปีใหม่ เช่น การดูแลสุขภาพร่างกาย การแก้นิสัยบางอย่าง แต่อีกเรื่องหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้ามก็คือ เป้าหมายทางการเงิน

 

          เป้าหมายทางการเงินอาจมีได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับความปรารถนาหรือความฝันที่แต่ละคนอยากทำให้สำเร็จ ซึ่งมักจะเป็นการออมหรือการลงทุนเพื่อเป้าหมายบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน ซื้อรถ เกษียณสุข หรือท่องเที่ยว แต่การตั้งเป้าหมายทางการเงินที่ดีนั้น จะต้องเป็นเป้าหมายที่ชัดเจน วัดผลได้ สามารถทำให้สำเร็จได้ สมเหตุสมผล และมีกำหนดกรอบเวลาแน่นอน รวมถึงควรมีการจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายทางการเงินต่าง ๆ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้จริง นอกจากนี้ ยังสามารถแบ่งเป็นเป้าหมายระยะสั้น (น้อยกว่า 1 ปี) ตัวอย่างเช่น ต้องการเก็บเงินออมเผื่อฉุกเฉินเป็นเงิน 30,000 บาทภายใน 1 ปี เป้าหมายระยะกลาง (มากกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี) อาทิ ต้องการเก็บเงินเพื่อใช้เป็นเงินดาวน์ซื้อบ้าน จำนวน 500,000 บาทภายใน 3 ปี หรือเป้าหมายระยะยาว (มากกว่า 3 ปี) เช่น ต้องการมีเงินเก็บเมื่อเกษียณอายุ จำนวน 10 ล้านบาท

image

          ตัวอย่างตัวช่วยในการเก็บเงินก้อนที่อยากแนะนำให้แก่มือใหม่หัดออมเงิน คือ บัญชีเงินฝากปลอดภาษี ซึ่งกำหนดให้เราต้องฝากเงินในจำนวนที่เท่ากันทุกเดือน (อาจมีการกำหนดขั้นต่ำ เช่น 500-1,000 บาท) ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ เช่น 24 เดือน หรือ 36 เดือน ซึ่งธนาคารมักจะให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินฝากประเภทอื่น[1] และบางธนาคารอาจมีบริการโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีที่เราแจ้งไว้เพื่อไปเก็บออมในบัญชีเงินฝากปลอดภาษี เป็นการอำนวยความสะดวกและสร้างวินัยการออมที่ดีด้วย โดยหากมีการฝากอย่างน้อย 24 เดือน แต่ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน และรวมทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 600,000 บาท จะได้รับยกเว้นภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก 15% จึงเป็นอีกหนึ่งทางที่ทำให้เงินงอกเงย และช่วยให้สามารถเก็บเงินก้อนได้


          เคล็ดลับอีกอย่างในการออมเงินให้สำเร็จได้ตามที่ตั้งใจไว้ก็คือ หากเริ่มออมเงินตั้งแต่อายุยังน้อยและออมจนเป็นนิสัยอย่างสม่ำเสมอ เราจะสามารถไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้อย่างสบาย ๆ ด้วยจำนวนเงินออมต่อเดือนที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับการเริ่มต้นออมเมื่ออายุมากขึ้น ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการมีเงินก้อนตอนอายุ 60 ปี ประมาณ 1.5 ล้านบาท แล้วเริ่มออมตั้งแต่เริ่มทำงานตอนอายุ 25 ปี โดยเก็บเงินทุกเดือน (สมมติว่าได้รับผลตอบแทน 3% ต่อปี) เราจะเก็บเงินประมาณเดือนละ 2,000 บาท แต่หากเราเพิ่งมาเริ่มต้นออมเงินตอนอายุ 45 ปี เราจะต้องออมเงินถึงเดือนละประมาณ 6,500 บาท ถึงจะได้เงินเก็บในจำนวนใกล้เคียงกันเมื่อเกษียณอายุ ซึ่งเราสามารถคำนวณและวางแผนเพื่อออมเงินอย่างคร่าว ๆ ได้ที่โปรแกรมคำนวณเงินออมของศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ได้ที่เว็บไซต์ https://www.bot.or.th/th/satang-story.html 

 

          สำหรับบางคนที่เลือกไปถึงเป้าหมายด้วยการแบ่งเงินออมส่วนหนึ่งไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก เช่น ตราสารหนี้ ตราสารทุน หรือกองทุนรวม เพื่อสร้างผลตอบแทนและกระจายความเสี่ยงไม่ให้กระจุกตัวอยู่ในเงินฝากเพียงอย่างเดียว สัดส่วนที่เหมาะสมของเงินที่ควรแบ่งไปลงทุนนั้นจะขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ของแต่ละบุคคลด้วย โดยวิธีการลงทุนสำหรับมือใหม่ที่นิยมกันคือการลงทุนแบบ Dollar Cost Averaging (DCA) ด้วยการทยอยลงทุนเป็นประจำในจำนวนที่เท่า ๆ กันทุกเดือน โดยไม่สนใจว่าราคาสินทรัพย์ลงทุนในขณะนั้นจะเป็นเท่าไหร่ เพื่อสร้างวินัยการออม เฉลี่ยต้นทุนในการลงทุน และลดความเสี่ยงจากการผันผวนของราคาในแต่ละช่วงเวลาได้


          ที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างของการออมเงินและการลงทุนเพียงบางส่วนเท่านั้น หากมีความสนใจเกี่ยวกับการออมและการลงทุน ควรศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน โดยสามารถหาข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://www.setinvestnow.com/th/home และพิจารณาเลือกการออมและการลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

 

          การวางแผนการเงินโดยเริ่มต้นจากการตั้งเป้าหมายทางการเงิน จัดทำแผน เริ่มต้นออมเงิน และจัดสรรเงินลงทุน เป็นการเริ่มต้นใส่ใจดูแลตัวเองอย่างหนึ่ง เพื่อให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความมั่นคงทางการเงินในอนาคต ถือเป็นการให้ของขวัญทางการเงินแก่ตัวเองในวันปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง เพราะวันปีใหม่ถือเป็นจุดเริ่มของปี ซึ่งเหมาะสำหรับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้นได้

[1] หากต้องการเปรียบเทียบเงื่อนไขและอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทต่าง ๆ ทั้งสถาบันการเงินเดียวกันหรือต่างสถาบัน เราสามารถใช้โปรแกรมเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ของศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ได้ที่เว็บไซต์ https://app.bot.or.th/1213/MCPD/ProductApp ซึ่งนอกจากจะสามารถเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์เงินฝากแล้ว ยังสามารถเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และอื่น ๆ ได้อีกด้วย