นโยบายภาษีนําเข้าของสหรัฐฯ :
เมื่อโลกเปลี่ยนไป ส่งออกไทยอาจไม่เหมือนเดิม
นโยบายภาษีนําเข้าของสหรัฐฯ เป็นเรื่องใหญ่ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะสหรัฐฯ เป็นตลาดหลักของไทย โดยในปี 2568 ไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ สูงถึง 20% ของมูลค่าการส่งออกรวม
ผลกระทบทางตรงเกิดจากราคาสินค้าที่ตลาดสหรัฐฯ นําเข้าจากไทย จะแพงขึ้นตามอัตราการเรียกเก็บภาษีที่สูงขึ้น ทําให้ความต้องการซื้อในตลาดลดลง ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมมาจากการส่งออกวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางไปยังจีนและอาเซียนที่คาดว่าจะลดลง เพราะจีนเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ไปยังสหรัฐฯ และได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีนําเข้าเช่นกัน
เมื่อการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ทําได้ยากขึ้น ประเทศต่าง ๆ จึงต้องหาตลาดใหม่เพื่อระบายสินค้าจํานวนมาก ซึ่งจะทําให้ผู้ผลิตไทยถูกกดดันจากการแข่งขันของสินค้าที่ทะลักเข้ามา (import flooding) แย่งชิงลูกค้าในประเทศ เป็นผลกระทบทางอ้อมอีกด้านหนึ่งด้วย
ภาษีนําเข้าของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะกระทบต่อสินค้าไทย ได้แก่
1. ภาษีเฉพาะรายอุตสาหกรรม (Sectoral tariff) ส่งผลต่ออุตสาหกรรมเหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดงที่ถูกเรียกเก็บในอัตรา 50% และยานยนต์ที่ถูกเรียกเก็บในอัตรา 25%
2. ภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) ซึ่งถูกเรียกเก็บในอัตรา 19% โดยคาดว่าจะส่งผลให้สินค้าส่งออกไทยเผชิญอัตราภาษี (effective tariff rate) เฉลี่ยที่ 15.9% เพิ่มขึ้นจาก 2.4% ในช่วงสิ้นปี 2567 อย่างไรก็ดี ไทยถูกเก็บภาษีในอัตราที่ใกล้เคียงกับคู่แข่งในเอเชียและอัตราภาษีนําเข้าเฉลี่ย (effective tariff rate) โดยรวมของสหรัฐฯ ที่ 17.5%[1] จึงไม่ได้เสียเปรียบทางการค้ามากนัก แต่ไทยจะเสียเปรียบผู้ส่งออกกลุ่มสหภาพยุโรป แคนาดา และเม็กซิโก ที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ มากกว่า
หลังจากนโยบายภาษีมีผลบังคับใช้ แม้ว่าการนําเข้าของสหรัฐฯ โดยรวมยังขยายตัวได้ที่ 8% ก็ตาม แต่หากมองลึกลงไปในรายละเอียดจะเห็นโครงสร้างการนําเข้าที่เปลี่ยนแปลงไป
ที่ชัดเจนคือ สหรัฐฯ นําเข้าสินค้าจากจีนลดลงถึง 23.6% และหันไปนําเข้าจากแหล่งอื่นทดแทน โดยเฉพาะจากไต้หวันและเวียดนาม ที่สหรัฐฯ นําเข้าเพิ่มขึ้นถึง 55.1% และ 40.6%[2] ตามลําดับ โดยเฉพาะสินค้าในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่การนําเข้าจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้กลับชะลอตัว โดยเป็นสินค้าหมวดยานยนต์เป็นหลักที่ได้รับผลกระทบจาก sectoral tariff
สําหรับไทย การส่งออกในปี 2568 ยังขยายตัวได้ที่ 12.7% โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการยกเว้นภาษีนําเข้าและมีกระแสการลงทุนด้านเทคโนโลยี AI และ data center แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวในสินค้าบางกลุ่มที่ถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น และมีความอ่อนไหวต่อราคาที่สูง เช่น สินค้าเกษตร โลหะ และเครื่องนุ่งห่ม
ทั้งนี้ ผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนําเข้าต่อการส่งออกของไทยนั้น ถือว่าน้อยกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ส่งออกมีคําสั่งซื้อล่วงหน้าจากผู้นําเข้าสหรัฐฯ ที่เร่งดําเนินการไปแล้ว เช่น อาหารสัตว์ เสื้อผ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้า อีกทั้งผู้นําเข้าสหรัฐฯ ยังไม่ได้ส่งผ่านภาระภาษีไปยังผู้บริโภคอย่างเต็มที่ด้วย
ผู้ประกอบการไทยยังต้องติดตามผลกระทบจากการขึ้นภาษีนําเข้าสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะคาดว่าผู้นําเข้าสหรัฐฯ จะทยอยส่งผ่านต้นทุนภาษีไปยังราคาสินค้า และเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้นในปี 2569 โดยจากการสอบถามผู้ประกอบการส่งออกผ่านโครงการ Business Liaison Program (BLP) ตลอดปี 2568 พบว่า ภาคธุรกิจบางส่วนเริ่มปรับตัวเพื่อลดผลกระทบและลดการพึ่งพาสหรัฐฯ โดยใช้กลยุทธ์ "บริหารต้นทุน-สร้างมูลค่าเพิ่มขยายตลาดใหม่"
ปัจจัยสําคัญที่ต้องติดตามเกี่ยวกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ได้แก่
(1) ความเสี่ยงจากการขยายขอบเขตภาษีรายอุตสาหกรรมเพิ่มเติม โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2568 เพราะปัจจุบันมาตรการภาษียังส่งผลกระทบจํากัดเฉพาะกลุ่มหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง[3] แต่หากในอนาคตมีการขยายให้ครอบคลุมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในวงกว้างอาจกดดันภาคการส่งออกของไทยมากยิ่งขึ้น
(2) ความเสี่ยงจากการที่ไทยถูกมองว่ามีการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (unfair trade practice) กับสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างมีนัย ไม่เพียงแต่ผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น แต่นโยบายภาษีนําเข้าของสหรัฐฯ ยังอาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการค้าและห่วงโซ่การผลิตโลกในระยะยาวอีกด้วย เช่น ทําให้มีการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ภาษีต่ำกว่าหรือกลับไปลงทุนในสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบต่อโครงสร้างการแข่งขันใหม่ในเวทีโลกและ ศักยภาพการเติบโตของไทยในอนาคต
เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส ภาครัฐและภาคเอกชนจึงต้องเร่งปรับตัว ทั้งการกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายตลาดใหม่ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันสู่สินค้าที่มีความซับซ้อนและมีมูลค่าเพิ่มสูง และการเปลี่ยนบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก จากเดิมที่เป็น “ผู้ประกอบชิ้นส่วน” สู่ “ผู้ผลิต ชิ้นส่วนหลัก" เพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันของภาคการส่งออกไทยให้ยังคงเติบโตได้ภายใต้ภูมิทัศน์การค้าใหม่
ผู้บริหารและทีมงาน ธปท. ร่วมประชุม Roundtable กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยางในภาคใต้ เพื่อติดตามผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ
[1] ที่มา : United States International Trade Commission คํานวณโดย ธปท. ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568
[2] ที่มา : United States Census Bureau ข้อมูลเดือนมกราคม-กันยายน 2568
[3] สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษี Advanced Computing Chips ที่ 25% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 15 มกราคม 2559