วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการส่งออกสินค้าของไทยผ่าน Constant Market Share Analysis

 

Economic Pulse | Issue 4 | 22 เมษายน 2567

                                แพรวไพลิน วงษ์สินธุวิเศษ

พิชญุตม์ ฤกษ์ศุภสมพล

  และ อรุณ ธนกิจโกฏินนทน์

 

"การวิเคราะห์โครงสร้างการส่งออกไทยผ่าน CMSA พบว่า การส่งออกไทยได้รับแรงกดดันจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและการแข่งขันส่งผลให้ไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ"

Constant

ที่มา: https://www.freepik.com/free-photos-vectors/import-and-export 

 

บทคัดย่อ

 

     Constant Market Share Analysis (CMSA) เป็นเครื่องมือที่ใช้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการส่งออกของประเทศต่อการส่งออกโลก และสามารถแบ่งสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงเป็น 5 ปัจจัย คือ (1) ปัจจัยด้านตลาด (2) ปัจจัยด้านสินค้า (3) ปัจจัยด้านการแข่งขัน (4) ปัจจัยด้านการปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์และ (5) ปัจจัยด้านการปรับเปลี่ยนตลาด ทั้งนี้ การศึกษาโครงสร้างการส่งออกของไทยด้วย CMSA แสดงให้เห็นว่าสินค้าส่วนมากยังคงเคลื่อนไหวตามอุปสงค์ของประเทศคู่ค้า แต่มีบางสินค้า อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ เกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร รวมถึงสินค้าปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ได้รับแรงกดดันจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและการแข่งขัน ส่งผลให้ไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ ผู้ดำเนินนโยบายจึงควรให้ความสำคัญเชิงนโยบายแก่สินค้ากลุ่มดังกล่าวเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระดับโลก อย่างไรก็ดี ตลาดการค้าโลกมีพลวัตสูงและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การทบทวนความสามารถในการแข่งขันอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยสนับสนุนให้การส่งออกของไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

บทนำ

     ภาคการส่งออกเป็นเครื่องจักรสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยมาอย่างยาวนานโดยในปี 2023 มีการจ้างงานกว่า 3 ล้านตำแหน่ง และมีมูลค่าส่งออก 2.80 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 54.5% ของ nominal GDP โดยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2021 – 2022 ที่ 15.3% และ 1.1% หลังการส่งออกถูกกระทบจากการระบาดของโควิดในปี 2020 อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2022 ต่อเนื่องจนถึงปี 2023 มูลค่าการส่งออกกลับหดตัวอย่างรวดเร็วจากความต้องการสินค้าของคู่ค้าที่ชะลอลง รวมทั้งภาวะซบเซาของภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าพลวัตการส่งออกสินค้าของไทยที่เปลี่ยนแปลงไปนี้เป็นเพียงผลของวัฏจักรเศรษฐกิจที่ชะลอลงและจะฟื้นตัวได้ในไม่ช้า หรือมีปัจจัยเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันที่แฝงอยู่ ซึ่งอาจทำให้การส่งออกของไทยไม่ได้รับอานิสงค์
เมื่ออุปสงค์ของคู่ค้ากลับมาฟื้นตัว

 

     เพื่อคลายข้อสงสัยดังกล่าว บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์โครงสร้างการส่งออกสินค้าของไทย โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์ที่เรียกว่า Constant Market Share Analysis (CMSA) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการส่งออกในช่วงที่ผ่านมา ผ่านการแยกองค์ประกอบ (decomposition) ออกเป็นปัจจัยเชิงวัฏจักรเศรษฐกิจและปัจจัยเชิงโครงสร้าง และวิเคราะห์เจาะลึกการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการส่งออกได้ในระดับรายสินค้าที่อาจมีปัจจัยขับเคลื่อนที่แตกต่างกัน โดยจุดเด่นของงานศึกษานี้จะช่วยชี้ให้เห็นมุมมองการวิเคราะห์โครงสร้างการส่งออกในมิติที่แตกต่างจากการมองเพียงโครงสร้างที่แยกตามประเภทสินค้าและตลาดซึ่งจะนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่รอบด้านและสนับสนุนให้การส่งออกของไทยเติบโตได้ในระยะยาว

รู้จักแบบจำลอง CMSA

 

     งานศึกษานี้วิเคราะห์พลวัตของโครงสร้างการส่งออกสินค้าของไทยโดยใช้แบบจำลอง Constant Market Share Analysis (CMSA) อิงจากงานศึกษาของ Bonanno, Graziella (2016) ซึ่งแยกสาเหตุที่ทำให้สัดส่วนการส่งออกของประเทศต่อการส่งออกรวมของโลก (∆Q) เพิ่มขึ้นหรือลดลงออกเป็น 5 ปัจจัย (รายละเอียดใน Appendix 1) ดังนี้

 

     1. ปัจจัยด้านตลาด (Market Effect: ME) สะท้อนการเปลี่ยนแปลงด้านอุปสงค์โดยรวมของตลาดประเทศคู่ค้า ซึ่งอาจเกิดจาก (1) วัฏจักรทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า เช่น หากประเทศคู่ค้าเติบโตสูง ก็จะมีการนำเข้าจากไทยสูงตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (2) นโยบายด้านการค้า เช่น หากประเทศคู่ค้ามีการเปิดเสรีทางการค้ามากขึ้น ก็จะมีการนำเข้าจากไทยมากขึ้น และ (3) องค์ประกอบและน้ำหนักของประเทศคู่ค้าที่ต่างกัน ก็จะทำให้ผลจากปัจจัยด้านตลาดต่างกัน

 

     2. ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ (Product Effect: PE) สะท้อนการเปลี่ยนแปลงด้านองค์ประกอบการนำเข้าสินค้าแต่ละชนิดของประเทศคู่ค้า ซึ่งอาจเกิดจาก (1) ความนิยมของผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนไป เช่น หากไทยผลิตสินค้าที่มีความนิยมลดลงเรื่อย ๆ การนำเข้าจากประเทศคู่ค้าจะลดลง หรือ (2) เกิดปัญหาในช่วงโซ่อุปทาน (supply disruption) ซึ่งทำให้การส่งออกบางสินค้าสะดุดลงเนื่องจากต้องรอวัตถุดิบบางประเภท ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ซึ่งแม้การนำเข้าโดยรวมของประเทศคู่ค้าอาจยังเท่าเดิม แต่สัดส่วนการนำเข้าสินค้าแต่ละชนิดต่อการนำเข้ารวมจากประเทศคู่ค้าอาจเปลี่ยนไป

 

     3. ปัจจัยด้านการแข่งขัน (Competitiveness Effect: CE) เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สะท้อนความสามารถในการแข่งขันของไทยในการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดในสินค้าแต่ละประเภท โดยที่กำหนดให้ปัจจัยอื่นๆ เช่น ปัจจัยด้านตลาด และปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์คงที่

 

     4. ปัจจัยด้านการปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ (Product Adaptation Effect: PEA) แสดงถึงความสามารถในการปรับตัวเมื่อการส่งออกของไทยเผชิญกับปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ เช่น เมื่อความนิยมของผลิตภัณฑ์ i ลดลง สะท้อนจากสัดส่วนการนำเข้าผลิตภัณฑ์ i จากประเทศคู่ค้าที่ลดลง หากไทยยังมีส่วนแบ่งตลาดในผลิตภัณฑ์ i เพิ่มขึ้นในประเทศคู่ค้า จะถือว่าไทยไม่สามารถปรับตัวได้เมื่อเทียบกับประเทศอื่น และส่งผลเสียต่อสัดส่วนการส่งออกสินค้าไทยในตลาดโลก

 

     5. ปัจจัยด้านการปรับเปลี่ยนตลาด (Market Adaptation Effect: MEA) แสดงถึงความสามารถในการปรับตัวเมื่อการส่งออกของไทยเผชิญกับปัจจัยด้านตลาด เช่น เมื่อประเทศคู่ค้า j อยู่ในวัฏจักรขาลง ส่งผลให้มีการนำเข้าน้อยลง หากไทยมีส่วนแบ่งตลาดในการส่งออกไปประเทศ j มากขึ้น จะถือว่าไทยไม่สามารถปรับตัวได้เมื่อเทียบกับประเทศอื่น และส่งผลเสียต่อสัดส่วนการส่งออกสินค้าไทยในตลาดโลก

 

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ CMSA ในต่างประเทศ

 

     หลายประเทศนิยมศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการปลี่ยนแปลงโครงสร้างส่งออกสินค้าโดยใช้ CMSA เนื่องจากสามารถประยุกต์ใช้เพื่อตอบโจทย์ได้หลากหลาย อาทิ การแยกปัจจัยเชิงโครงสร้าง ความสามารถในการแข่งขัน และปัจจัยเชิงวัฏจักรออกจากกันได้ อีกทั้งสามารถประยุกต์ใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ ได้ โดยมีตัวอย่างที่น่าสนใจ ได้แก่ Soh et al. (2021) ที่ศึกษาความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกผลิตภัณฑ์ประมง (fishery products) ของมาเลเซียจากการประยุกต์โดยใช้ CMSA ร่วมกับ a net-share approach index และ geometric framework โดยผลการศึกษาพบว่า ผลิตภัณฑ์ประมงโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับปลายังสามารถแข่งขัน (competitiveness effect) ในตลาดโลกได้ดี แต่ปัจจัยด้านการเติบโต (growth effect) เป็นที่น่ากังวล ซึ่งการประยุกต์ใช้ CMSA ช่วยให้ผู้ดำเนินนโยบาย และผู้ประกอบการสามารถวางแผนและส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันสำหรับผลิตภัณฑ์ประมงระยะยาวได้ Xinghua et al. (2021) ใช้ CMSA วิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในการส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างจีนกับประเทศคู่ค้า โดยผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านความสามารถในการแข่งขันส่งผลต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของจีนเพียง 12.6% และปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจีนเข้าร่วม WTO (ปี 2001) ก่อนที่จะปรับดีขึ้นบ้างหลังเริ่มก่อสร้างโครงการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ประกอบกับมีการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าเพิ่มในสินค้าเกษตร ส่วนปัจจัยเชิงโครงสร้างส่งผลต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของจีนมากถึง 49.7% โดยปัจจัยด้านการเติบโต (growth effect) และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน (structural interaction effect) เป็นปัจจัยที่ทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรของจีนเติบโตโดยเฉพาะในช่วง 2001 - 2017 ขณะที่ปัจจัยฉุดรั้งการส่งออกสินค้าเกษตรจีน ได้แก่ ปัจจัยด้านตลาด (market effect) และปัจจัยด้านสินค้า (product effect) อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ การศึกษาของ Finicelli et al. (2008) ที่ประยุกต์ใช้ CMSA ในการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการส่งออกระหว่างปี 1985 – 2003 ของประเทศต่างๆ1 โดยเฉพาะสหรัฐฯ เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น และจีน โดยผลการศึกษาพบว่า ในช่วงเวลา 20 ปี สัดส่วนการส่งออกของจีนและประเทศในกลุ่มอาเซียนโดยเฉพาะไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น ขณะที่ประเทศกลุ่มอุตสาหกรรมหลักโดยเฉพาะสหรัฐฯ และญี่ปุ่นสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศกำลังพัฒนา แต่เนื่องจากเป็นประเทศที่เน้นส่งออกสินค้า high technology ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของตลาดประเทศเกิดใหม่ในเอเชียที่เพิ่มขึ้น ทำให้สัดส่วนการส่งออกลดลงไม่มาก ในทางตรงข้าม ประเทศในกลุ่มยุโรป อาทิ เยอรมัน ฝรั่งเศส และอิตาลี รวมถึงประเทศในกลุ่มละตินอเมริกาที่ส่งออกสินค้า high technology น้อยกว่า พบว่าความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

มองโครงสร้างการส่งออกสินค้าของไทยเปรียบเทียบกับคู่แข่ง

 

     จากการศึกษาโครงสร้างการส่งออกสินค้าของไทยเทียบกับประเทศคู่แข่งในช่วงปี 2015 – 2022 ด้วยแบบจำลอง CMSA (รูปที่ 1) พบว่าตลอดช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมการส่งออกสินค้าของไทยไปยังตลาดโลกมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่อยู่ในระดับต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค โดยปัจจัยฉุดรั้งที่ทำให้ไทยไม่สามารถส่งออกได้เต็มศักยภาพ คือการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน (competitiveness effect (แท่งสีเหลือง)) เป็นสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยฉุดรั้งการส่งออกสินค้าเพิ่มเติมจาก product effect (แท่งสีแดง) ในบางสินค้า (รูปที่ 2)  ซึ่งสะท้อนว่าสินค้าของไทยทั้งแข่งขันในตลาดโลกและเป็นที่ต้องการจากประเทศคู่ค้าน้อยลง นอกจากนี้ หากพิจารณาเฉพาะประเทศคู่แข่งในภูมิภาคโดยเฉพาะเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย พบว่าประเทศดังกล่าวมีปัจจัยบวกจาก competitiveness effect แตกต่างจากไทย ซึ่งเป็นที่น่ากังวลว่าการส่งออกไทยในอนาคตอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยเชิงโครงสร้างมากกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ดังนั้น การศึกษาโครงสร้างการส่งออกสินค้าให้ละเอียดมากขึ้นจึงมีความสำคัญต่อนัยเชิงนโยบาย

 

---------------------------------------

1ประเทศที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น เยอรมัน ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร อิตาลี สเปน บราซิล แคนาดา
แมกซิโก เกาหลีใต้ ตุรกี โปแลนด์ ฮังการี อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย 

รูปที่ 1 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสัดส่วนการส่งออกของไทยและคู่แข่ง ปี 2015 - 2022 (Basis points)

1 rival

ที่มา: Trade Map คำนวณโดย ธปท.

เจาะลึกโครงสร้างการส่งออกในระดับรายสินค้า

 

     จากการศึกษาโครงสร้างการส่งออกด้วยแบบจำลอง CMSA ในระดับรายสินค้าที่แบ่งตามประเภท HS 6 digits ครอบคลุมสินค้าทั้งหมด 66.7% ที่ไทยส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2015 – 2022 พบว่าการส่งออกสินค้าของไทยส่วนมากเคลื่อนไหวตามอุปสงค์ประเทศคู่ค้าเป็นหลัก เห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการส่งออกที่ถูกอธิบายจาก market effect (แท่งสีฟ้า) อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการส่งออกของไทย มี competitiveness effect และ product effect เป็นปัจจัยที่คอยฉุดรั้งในหลายสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไม่รวมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (electronic excl. HDD) ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (petro-chemical products) และเครื่องนุ่งห่ม (apparels) รวมทั้งสินค้าเกษตร (agriculture) และอุตสาหกรรมอาหาร (food manufacturing) ที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันสะท้อนจาก competitiveness effect (แท่งสีเหลือง) ที่เป็นลบ นอกจากนี้การส่งออกในหมวดยานยนต์ และ HDD ยังมีแรงฉุดเพิ่มเติมจาก product effect (แท่งสีแดง) (รูปที่ 2) โดยการศึกษาครั้งนี้สามารถแบ่งกลุ่มการส่งออกสินค้าที่สำคัญออกเป็น 3 กลุ่ม คือ (1) กลุ่มสินค้าที่มีอุปสงค์ต่อเนื่อง หรือกลุ่ม driver (2) กลุ่มสินค้าที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หรือกลุ่ม at risk และ (3) กลุ่มสินค้าได้รับผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง หรือกลุ่ม stagnant โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้

รูปที่ 2 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสัดส่วนการส่งออกของไทยรายสินค้า (Basis points)

2 product list

หมายเหตุ: ( ) คือสัดส่วนการส่งอออกปี 2022

ที่มา: Trade Map คำนวณโดย ธปท.

1. กลุ่มสินค้าที่มีอุปสงค์ต่อเนื่อง หรือกลุ่ม driver

 

  • การส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้า (electrical appliances) เติบโตต่อเนื่องตามอุปสงค์ประเทศคู่ค้าที่เพิ่มขึ้น (รูปที่ 3) สะท้อนจาก market effect ที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะการส่งออกเครื่องปรับอากาศไปสหรัฐฯ ที่ยังสามารถแข่งขันได้อย่างต่อเนื่องแม้ลดลงบ้างในช่วงหลัง อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามความเสี่ยงจากผลกระทบด้าน geopolitics ระหว่างสหรัฐฯ – จีน ในการส่งออก solar cell เนื่องจากมีกลุ่มบริษัทจดทะเบียนในไทยบางรายถูกมาตรการตอบโต้ทางการค้าจากสหรัฐฯ (Anti – circumvention: AC) โดยกลุ่มบริษัทดังกล่าวมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าคิดเป็น 15.6% ของการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดจากไทยไปสหรัฐฯ 

 

  • การส่งออกยานยนต์ (Automotive) เติบโตต่อเนื่องตามอุปสงค์ประเทศคู่ค้าที่เพิ่มขึ้น สะท้อนจาก market effect ที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอาเซียน ออสเตรเลีย สหรัฐฯ และกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง โดยในช่วงก่อนโควิด (ปี 2019) สัดส่วนการส่งออกยานยนต์เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมทั้ง product effect และ competitiveness effect สะท้อนความต้องการสินค้าในหมวดยานยนต์ของไทยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังโควิด (ปี 2021-2022) การส่งออกยานยนต์ได้รับผลกระทบจาก product effect เนื่องจากปัญหาขาดแคลนชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ในช่วงที่มีมาตรการ lockdown และภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถดำเนินกิจกรรมการผลิตได้ตามปกติ สะท้อนจากสัดส่วนการส่งออกสินค้าในหมวดนี้ของทั้งไทยรวมถึงประเทศคู่แข่งที่ปรับลดลงในช่วงปี 2020 และกลับมาปรับเพิ่มขึ้นหลังจากสถานการณ์ขาดแคลนชิ้นส่วนคลี่คลาย (รูปที่ 3) ผลกระทบด้าน product effect ดังกล่าวจึงนับเป็นปัจจัยชั่วคราว และมีแนวโน้มที่การส่งออกสินค้าหมวดนี้จะกลับมาเคลื่อนไหวตามอุปสงค์ของคู่ค้าได้ อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้าการส่งออกยานยนต์ไทยยังมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านจากยานยนต์สันดาปที่อาจถูกทดแทนด้วยยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้าจากจีน ส่งผลให้ไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจาก competitiveness effect

รูปที่ 3 สัดส่วนการส่งออกยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า

3 electrical and automotive

ที่มา: Trade Map คำนวณโดย ธปท.

2. สินค้าที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หรือกลุ่ม at risk

 

  • การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไม่รวมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (electronic excl. HDD) มีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามอุปสงค์ตลาดส่งออกที่สำคัญอย่างสหรัฐฯ โดยเฉพาะในปี 2020 ที่ได้รับผลดีเพิ่มเติมจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในช่วง work from home แต่ยังมีปัจจัยฉุดรั้งด้าน competitiveness effect จากการเปลี่ยนแปลงระดับเทคโนโลยี (รูปที่ 4) ส่งผลให้คาดว่าการส่งออกไทยจะได้รับผลดีจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกช้าและจำกัด เนื่องจากมีส่วนร่วมใน supply chain น้อยและอยู่ในกลุ่มที่ฟื้นตัวลำดับหลัง
 
  • การส่งออกปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ได้รับผลกระทบทั้งจากแรงกดดันจากปริมาณการผลิตส่วนเกินของจีนที่เพิ่มขึ้นขณะที่สินค้าส่งออกของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ และการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในประเทศคู่ค้าหลักอย่างจีน โดยแม้ว่าการส่งออกสินค้าหมวดนี้จะเคลื่อนไหวตาม market effect เป็นหลัก แต่การผลักดันนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจีนที่มุ่งเน้นด้านการผลิต ขณะที่ด้านอุปสงค์ในประเทศยังฟื้นตัวช้า ทำให้จีนมีปริมาณการผลิตส่วนเกิน (oversupply) และส่งผลให้สินค้าจากจีนซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่ากระจายเข้ามายังตลาดอาเซียน การส่งออกปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ของไทยไปยังอาเซียนจึงได้รับผลกระทบทำให้สัดส่วนการส่งออกถูกลดทอนจากความสามารถในการแข่งขัน (competitiveness effect) ลดลงและมีแนวโน้มที่จะยังหดตัวต่อเนื่องนอกจากนี้ หากเจาะเฉพาะการส่งออกสินค้านี้ของไทยไปยังจีนซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าหลัก (รูปที่ 5) พบว่ามี product effect เป็นปัจจัยฉุดรั้งเพิ่มเติม สะท้อนว่าความต้องการนำเข้าปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ของจีนลดลง โดยเป็นผลจากนโยบาย Dual Circulation2 ที่รัฐบาลจีนสนับสนุนการเพิ่มกำลังการผลิตสินค้านี้ในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้การส่งออกของไทยได้รับผลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนได้ไม่เต็มที่

 

รูปที่ 4 มูลค่าการส่งออก semiconductor ปี 20213                      รูปที่ 5 CMSA การส่งออกปิโตรเคมี

 

 

4 semiconductor petrochemical

หมายเหตุ: แบ่งกลุ่มสินค้าตาม OECD                                          ที่มา: Trade Map คำนวณโดย ธปท.

ที่มา: Trade Map คำนวณโดย ธปท.

 

 

-------------------------------------------------

2 รัฐบาลจีนเริ่มประกาศแผนยุทธศาสตร์ Dual Circulation หรือยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนาน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2020 ซึ่งเป็นการให้ความสำคัญกับหลักการการหมุนเวียนภายในประเทศเพื่อเพิ่มอุปสงค์ในประเทศ และลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศ

3 รายละเอียดเพิ่มเติมจาก Kan, J., Liz, N., Jeffrey P., (2023) “Mapping Global Supply Chains—The Case of Semiconductors”, RaboResearch.

  • การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารส่วนมากยังคงเคลื่อนไหวตามอุปสงค์ของคู่ค้า สะท้อนจาก market effect ที่เป็นบวก อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณถูกกดดันจาก competitiveness effect โดยเฉพาะในตลาดอาเซียน รวมถึงตลาดอื่นๆ ด้วย (รูปที่ 6) โดยไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในหลายสินค้าสำคัญ เช่น การเสียส่วนแบ่งตลาดข้าวให้เวียดนามและกัมพูชาที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า การเสียส่วนแบ่งตลาดน้ำตาลให้บราซิลและอินเดีย และการเสียส่วนแบ่งตลาดผลไม้ให้กับจีน โดยในปัจจุบัน แม้ว่าสัดส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารยังสามารถขยายตัวได้ แต่ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงในตลาดอาเซียนก็มีส่วนฉุดรั้งให้การส่งออกไทยไม่สามารถขยายตัวได้เต็มศักยภาพ สอดคล้องกับการวิเคราะห์ภาวะการแข่งขันและการกระจุกตัวโดยการประยุกต์ใช้ Herfindahl-Hirschman Index (HHI) ที่ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าการส่งออกสินค้าของไทย โดยพบว่าแม้ไทยยังเป็นผู้ส่งออกหลักและได้เปรียบเรื่องการแข่งขันในสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป สะท้อนจากค่า HHI ที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 3,000 แต่ยังต้องจับตาดูทิศทางในระยะข้างหน้าที่เริ่มเห็นค่า HHI ปรับตัวลดลงในปี 2021 เมื่อเทียบกับปี 2018 (รูปที่ 7)

รูปที่ 6 CMSA สินค้าเกษตรปี 2015 – 2022 รายประเทศ     

5 agriculture HHI index

ที่มา: Trade Map คำนวณโดย ธปท.

รูปที่ 7 HHI index ปี 2021 เทียบกับปี 2018

6 HHI index

ที่มา: UN Comtrade คำนวณโดย ธปท.

3. กลุ่มสินค้าได้รับผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง หรือกลุ่ม stagnant

 

  • การส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ มีปัจจัยฉุดรั้งด้าน product effect จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ HDD เริ่มถูกแทนที่ด้วย Solid State Drive (SSD) (รูปที่ 8) ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในระยะยาว แม้ในระยะสั้น ส่วนของ HDD สำหรับธุรกิจยังเติบโตได้ตามความต้องการใช้ในธุรกิจ cloud และ data center นอกจากนี้ ไทยยังสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในส่วนของ HDD สำหรับกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปให้กับคู่แข่งอย่างเม็กซิโกและฟิลิปปินส์

 

 

  • การส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มีทิศทางการส่งออกลดลงต่อเนื่อง (รูปที่ 9) จากผลกระทบด้านลบจาก competitiveness effect มาอย่างยาวนาน โดยไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในสินค้าขั้นกลางน้ำและปลายน้ำ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (Generalized System Preferences: GSP) ในปี 2010 ขณะที่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาค อาทิ เวียดนาม อินโดนีเซีย และเมียนมาร์ยังได้รับ GSP ประกอบกับมีการย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน จากต้นทุนค่าแรงของไทยที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค (ศิรดา, 2022)
7
8

สรุปประเด็นสำคัญ และนัยเชิงนโยบาย

 

     CMSA เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการส่งออกสินค้า โดยจากการศึกษาโครงสร้างการส่งออกด้วย CMSA ของไทยเปรียบเทียบกับคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค พบว่าแม้การส่งออกของประเทศคู่แข่งหลายประเทศรวมถึงไทยจะยังได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของอุปสงค์ประเทศคู่ค้า (market effect) แต่แรงขับเคลื่อนที่มาจากปัจจัยด้านการแข่งขัน (competitiveness effect) และปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ (product effect) เป็นจุดสำคัญที่จะทำให้สามารถเอาชนะคู่แข่งในตลาดโลกและรักษาระดับการเติบโตของสินค้าส่งออกได้

 

     สำหรับไทย การวิเคราะห์ด้วย CMSA เผยให้เห็นว่าสัดส่วนการส่งออกของไทยในตลาดโลกเพิ่มขึ้นน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาคตลอดช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างโดยเฉพาะการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ในสินค้าส่งออกสำคัญ 3 หมวด ได้แก่ หมวดสินค้าปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดอาเซียน นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบด้าน product effect เพิ่มเติมจากกำลังการผลิตของจีนที่เพิ่มขึ้นและนโยบายของทางการจีนที่สนับสนุนให้ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ หมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากการเปลี่ยนแปลงระดับเทคโนโลยี ส่งผลให้มีส่วนรวมใน supply chain น้อย หมวดสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารที่สูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับคู่แข่งโดยเฉพาะข้าวที่เสียให้กับเวียดนามและกัมพูชา น้ำตาลที่เสียให้กับบราซิลและอินเดีย และผลไม้ที่เสียให้กับจีน นอกจากนี้ หมวด HDD ได้รับผลด้านลบจาก product effect จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ HDD เริ่มถูกแทนที่ด้วย Solid State Drive (SSD) ขณะที่การส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มได้รับผลกระทบจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง เนื่องจากสูญเสียความสามารถในการแข่งขันมาอย่างยาวนาน จากทั้งการโดนตัดสิทธิ GSP และผู้ผลิตย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

 

     จากข้อสรุปการวิเคราะห์ข้างต้นนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายอย่างน้อย 3 ประเด็น คือ (1) สำหรับสินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันและมีความเสี่ยงด้านลบจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ในระยะเร่งด่วน ควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานและทุนเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดและมูลค่าเพิ่ม ขณะที่ระยะต่อไปควรให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเน้นทบทวนนโยบายดึงดูดการลงทุนและส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่รองรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป (2) สำหรับสินค้าเกษตร ที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในหลายสินค้าหลัก ควรให้ความสำคัญกับการรักษาส่วนแบ่งตลาดและขยายตลาด โดยมุ่งยกระดับคุณภาพสินค้าและสร้างความแตกต่างให้สินค้ากลุ่มนี้ผ่านการใช้เทคโนโลยี อาทิ เกษตรแม่นยำสูง การปลูกในโรงเรือนแบบควบคุม และเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น รวมถึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการขนส่งที่ส่งตรงจากมือผู้ผลิตถึงมือผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วเพื่อให้สินค้ายังคงคุณภาพสูง (3) สำหรับหมวดยานยนต์ ควรเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างตามการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ผ่านการกำหนดทิศทางการผลิตและการส่งออกของประเทศร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ และการออกแบบมาตรการสนับสนุนการส่งออกที่ตอบโจทย์ตรงจุดโดยใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้จากภาคปฏิบัติร่วมกับภาควิชาการ

เอกสารอ้างอิง

 

[1] Kan, J., Liz, N., Jeffrey P., (2023) “Mapping Global Supply Chains — The Case of Semiconductors”, RaboResearch.

 

[2] ศิรดา ศิริเบญจพฤกษ์, (2022) “สิ่งทอไทยไปต่ออย่างไรให้ยั่งยืน”, Focus and Quick, Issue 195, ธนาคารแห่งประเทศไทย.

 

[3] Soh, B.H., Lim, G.T., Chua, S.Y., (2021) “Competitiveness of Malaysian Fisheries Exports:
A Constant Market Share Analysis”, Malaysia Journal of Economic Studies, Vol. 58 No. 2.

 

[4] Wang, X., et.al., (2021) “Structural Change and Trend of Export Competitiveness on China's Agricultural Product”, Advances in Economic, Business and Management Research, Volume 166.

 

[5] Aisha Nuddin, A.J., & Ibrahim, N.A. (2019). “Competitiveness of profit-loss-sharing mode of financing using constant market share competitiveness index”, Journal of Islamic, Social, Economics and Development, 4(12), 41–57.

 

[6] Aisha Nuddin, A.J., Azhar, A.K.M., Gan, V.B.Y., & Khalifah, N.A. (2018). “A new constant market share competitiveness index”, Malaysian Journal of Mathematical Sciences, 12(1), 1–23.

 

[7] Bonanno, G. (2016). “Constant market share analysis: A note”, Economics and Econometrics Research Institute (EERI)”, Research Paper Series No 07/2016.

 

[8] Apridar. (2014). “The competitiveness of Indonesian tuna export facing the ASEAN Economic Community”, Aceh International Journal of Social Sciences, 3(1), 1–13.

 

[9] Finicelli A., Sbracia M., Zaghini A. (2008) "A Disaggregated Analysis of the Export Performance of some Industrial and Emerging Countries", MPRA, WP N. 11

 

[10] Fagerberg J., Sollie G. (1985). "The Method of Constant-Market-Shares Analysis Revisited", Central Bureau of Statistics of Oslo, WP N. 9

 

[11] Richardson J.D. (1971). "Constant Market Share Analysis of Export Growth", Journal of International Economics, Vol. 2, pp. 227-239

 

[12] Leamer E.F., Stern R.M. (1970). “Quantitative International Economics”, Aldine Transaction Editor, Chicago.

 

ภาคผนวก 1

รายละเอียดในการวิเคราะห์ Constant Market Share Analysis (CMSA)

Constant Market Share Analysis (CMSA) ที่ใช้ในการศึกษานี้ อ้างอิงวิธีการคำนวณจาก Bonanno, Graziella (2016) ที่พัฒนามาจาก CMSA แบบดั้งเดิมของ Leamer and Stern (1970)4 โดยเป็นการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการส่งออกสินค้าแต่ละประเภทตามการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการส่งออกสินค้า และแบ่งปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกเป็น 5 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านตลาด (Market Effect: ME) ปัจจัยด้านสินค้า (Product Effect: PE) ปัจจัยด้านความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness Effect: CE) ปัจจัยด้านการปรับเปลี่ยนตลาด (Market Adaptation Effect: MEA) และปัจจัยด้านการปรับเปลี่ยนสินค้า (Product Adaptation Effect: PEA) โดยมีสมการดังนี้

9

------------------------------------

4 Constant Market Share (CMS) แบบดั้งเดิมที่อ้างอิงจาก Leamer and Stern (1970) และ Richadson (1971) เป็นการวิเคราะห์โครงสร้างการส่งออกตามการเปลี่ยนแปลงมูลค่าการส่งออก และแยกปัจจัยที่ส่งผลต่อโครงสร้างการส่งออกออกเป็น 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านสินค้า (Product Effect: PE) และ ปัจจัยด้านตลาด (Market Effect: ME) โดยไม่สามารถแยกปัจจัยด้านความสามารถในการแข่งขัน ปัจจัยด้านการปรับเปลี่ยนตลาด และปัจจัยด้านการปรับเปลี่ยนสินค้าออกจาก residual ได้

10
11
12
13
14

ภาคผนวก 2

รายละเอียดในการวิเคราะห์ Herfindahl-Hirschman Index (HHI)

15
16

   คณะผู้เขียนขอขอบคุณผู้บริหารและเพื่อนร่วมงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย สำหรับความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่องานศึกษาครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณปัณฑา อภัยทาน และคุณจิรายุ จันทรสาขา สำหรับการให้คำปรึกษาหลักในการจัดทำแบบจำลอง CMSA ตลอดจนทีม Editor ดร.สรา ชื่นโชคสันต์ สำหรับความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์และช่วยให้งานศึกษาครั้งนี้มีความสมบูรณ์มากขึ้น

Authors:

praewpalin

แพรวไพลิน วงษ์สินธุวิเศษ เศรษฐกรอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค และเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน ปัจจุบันอยู่ส่วนดุลการชำระเงิน มีหน้าที่ติดตามการค้าระหว่างประเทศ

pichayut

พิชญุตม์ ฤกษ์ศุภสมพล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ส่วนเศรษฐกิจต่างประเทศ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน นักเศรษฐศาสตร์ที่มีประสบการณ์ด้านการติดตามอัตราแลกเปลี่ยน การค้าระหว่างประเทศ ปัจจุบันทำหน้าที่วิเคราะห์เศรษฐกิจต่างประเทศ

aroon

อรุณ ธนกิจโกฏินนทน์ เศรษฐกร ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงินปัจจุบันอยู่ส่วนดุลการชำระเงิน ติดตามการส่งออก - นำเข้าสินค้า และมีความสนใจพิเศษด้าน data science

Disclaimer: ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และการกล่าว คัด หรืออ้างอิงข้อมูลบางส่วนตามสมควรในบทความนี้ จะต้องกระทำโดยถูกต้องและอ้างอิงถึงผู้เขียนโดยชัดแจ้ง

 

Tags: Constant Market Share Analysis (CMSA), Market Effect, Product Effect, Competitiveness Effect, Market Adaptation Effect, Product Adaptation Effect, Herfindahl-Hirschman Index (HHI)

 

Economic Pulse เป็นบทความวิชาการขนาดสั้นโดยบุคลากรของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งนำเสนองานวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจการเงินหรือด้านนโยบาย เพื่อสื่อสารต่อสาธารณชน นักวิชาการ และนักวิเคราะห์