ช่วงที่ 1 : กล่าวเปิดงาน
11 ส.ค. 2569
สัมมนาประจำปี 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรื่อง “เฮ็ดการ เฮ็ดงาน อีสานบ้านเฮา”
ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ธปท. สภอ.) จัดงานสัมมนาประจำปี 2569 หัวข้อ “เฮ็ดการ เฮ็ดงาน อีสานบ้านเฮา” (สร้างงานใหม่ ให้คนอีสานไปต่อ) ในวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม 2569 เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้องออคิด บอลรูม 1-2 ชั้น 2 โรงแรมเดอะ เฮอริเทจ แกรนด์ ขอนแก่น โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น จังหวัดขอนแก่น เพื่อเป็นเวทีให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาจากภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มสถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ เกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการเงิน ตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสและการปรับตัวของแรงงานอีสาน ภายใต้ทิศทางตลาดแรงงานปัจจุบันและโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว เพื่อยกระดับศักยภาพแรงงาน และสร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจอีสานอย่างยั่งยืน โดยงานสัมมนาแบ่งเป็น 4 ช่วง
| กำหนดการ | |
| 9.00 น. | กล่าวเปิดงานสัมมนา โดย คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย |
| 9.25 น. | นำเสนอ “ในโลกที่ AI เก่งขึ้นเรื่อย ๆ คนอีสานจะไปต่อยังไง” โดย คุณธนา เธียรอัจฉริยะ ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์และการตลาดระดับแนวหน้าของไทย |
| 9.45 น. | นำเสนองานศึกษา “เฮ็ดการเฮ็ดงาน อีสานบ้านเฮา” โดย ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ |
| 10.30 น. | เสวนา เรื่อง “คนอีสาน ยังมีความหวังในอีสาน” โดย - ดร.ฐิติรัตน์ เจริญยิ่งวัฒนา ผู้จัดการทั่วไป บจก. ขอนแก่น อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ - คุณกฤษฎิ์ บุญสาร บรรณาธิการ ลาวเด้อ (Louder Isan) - คุณกุลชาติ เค้นา ผู้ก่อตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม เทคไทบ้านและฟาร์มคิด - คุณธนาวัฒน์ จันนิม ลูกชาวนาสร้างยอดขายข้าว 3 ล้านบาทต่อปี ดำเนินการเสวนาโดย ดร.สุรจิต ลักษณะสุต ผู้อำนวยการ ฝ่ายเศรษฐกิจภูมิภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย |
สรุปงานสัมมนา
ในช่วงแรกได้รับเกียรติจากคุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานโดยสะท้อนบทบาทของ ธปท. ในยุคใหม่ ไม่ได้มุ่งดูแลเพียงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และระบบการชำระเงินเท่านั้น แต่ยังเพิ่มบทบาทในการเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจจริง และร่วมแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งการเติบโตและความเป็นอยู่ของประชาชน ธปท. คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ประมาณ 2.3% โดยการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจ้างงานและเชื่อมโยงกับธุรกิจในประเทศจำกัด สะท้อนการเติบโตที่ไม่ทั่วถึง
สำหรับภาคอีสาน แม้จะมีศักยภาพจากฐานประชากร ภาคเกษตร และทำเลที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังเผชิญปัญหารายได้และผลิตภาพต่ำ ภาระหนี้สูง และข้อจำกัดการเข้าถึงสินเชื่อ ดังนั้น ความท้าทายของอีสานจึงไม่ใช่การขาดศักยภาพ แต่คือการเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ให้กลายเป็นรายได้ โอกาสทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดย ธปท. จะทำหน้าที่ดูแลเศรษฐกิจการเงินมหภาค ควบคู่กับการออกมาตรการเฉพาะจุด แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อสนับสนุนการปรับตัวของประชาชน และ SMEs
ช่วงที่สอง นำเสนอหัวข้อ “ในโลกที่ AI เก่งขึ้นเรื่อย ๆ คนอีสาน จะไปต่อยังไง” โดยคุณธนา เธียรอัจฉริยะ ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์และการตลาดระดับแนวหน้าของไทย ได้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการอีสานไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยีด้วยการสร้าง AI หรือซอฟต์แวร์ขึ้นมาเอง แต่ควรเรียนรู้การนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่กับการพัฒนาจุดแข็งที่ AI ทดแทนได้ยาก โดยเฉพาะความเข้าใจลูกค้า ความเป็นมนุษย์ และความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ทำ
หัวใจของการทำธุรกิจไม่ควรมีเพียงเรื่องกระแสเงินสด แต่ต้องให้ความสำคัญกับลูกค้าอย่างจริงจัง ผู้ประกอบการต้องเข้าใจว่าลูกค้าคาดหวังอะไร และออกแบบประสบการณ์ให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจ เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการหาลูกค้าใหม่หรือเพิ่มผู้ติดตาม แต่คือการเปลี่ยนลูกค้าให้กลายเป็น “แฟน” ที่กลับมาซื้อซ้ำ บอกต่อ และสนับสนุนธุรกิจ
แนวทางสำคัญสำหรับ SMEs ประกอบด้วย 1) การสร้างประสบการณ์ที่ดี โดยเฉพาะช่วงที่น่าจดจำ (Peak) และช่วงสุดท้ายของการเข้ารับบริการ 2) การนำตัวตนและเรื่องราวของเจ้าของธุรกิจออกมาสื่อสารเพื่อสร้างความผูกพันกับลูกค้า และ 3) การฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจนเกิดความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ทำ ทั้งหมดนี้เป็นข้อได้เปรียบจากการเป็นเจ้าของธุรกิจเองที่ผู้ประกอบการรายเล็กและผู้ประกอบการในต่างจังหวัดสามารถใช้แข่งขันได้ แม้จะมีทรัพยากรน้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่
ช่วงที่สาม นำเสนอหัวข้อ “เฮ็ดการ เฮ็ดงาน อีสานบ้านเฮา” โดย ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. สภอ. ได้ฉายภาพ “สุขภาพตลาดแรงงานอีสาน” ที่กำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางความคาดหวังให้อีสานเป็นพื้นที่ที่คนมีงานทำ และสร้างอนาคตได้ ทั้งแรงงานที่ย้ายกลับภูมิลำเนา และบัณฑิตจบใหม่ อย่างไรก็ตาม อีสานเหมือนบ้านที่กำลังเจอพายุแรงขึ้น ทั้งเศรษฐกิจที่โตต่ำ เทคโนโลยี และ AI ที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ตลอดจนแนวโน้มการจ้างงานใหม่ที่ลดลง ภาคเกษตรแบบเดิมไม่สามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอ ส่วนภาคการผลิตก็รองรับแรงงานได้น้อยกว่าเดิม แม้ยังมีโรงงานเปิดใหม่ แต่เงินลงทุนและการจ้างงานลดลง ด้านภาคบริการแม้มีแรงงานเพิ่มขึ้น แต่ยังชดเชยแรงงานที่หายไปจากภาคเกษตรและการผลิตไม่ได้ทั้งหมด ดังนั้น ภาคเกษตร ผลิต และบริการแบบเดิม จึงไม่เพียงพอที่จะสร้างงานให้คนอีสานทุกคน โอกาสใหม่จึงอยู่ที่ “เกษตรที่รอด ผลิตที่ใช่ และบริการที่รุ่ง” โดยภาคเกษตรที่รอด ต้องเปลี่ยนการทำเกษตรดั้งเดิมเป็นเกษตรแบบประณีต จะทำให้ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ต่อยอดมูลค่า และเปลี่ยนจากเกษตรกรไปสู่ผู้ประกอบการ ภาคการผลิตที่ใช่ ควรต่อยอดจากจุดแข็งของพื้นที่ โดยเฉพาะอาหารและเกษตรแปรรูป ส่วนภาคบริการที่รุ่ง ควรมุ่งไปยังสาขาที่เติบโตสูง และสามารถดึงกำลังซื้อจากนอกภาค เช่น ที่พัก ร้านอาหาร การท่องเที่ยว MICE และบริการสุขภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเชื่อมกับจุดแข็งของอีสาน ได้แก่ งานที่ยังต้องอาศัยคนและการดูแลกัน (High Touch) ความเป็นมิตรและอัตลักษณ์ของคนอีสาน (Heart Touch) และการเติบโตที่ทำให้รายได้กระจายถึงคนในพื้นที่ (Inclusive Touch) เพื่อให้อีสานเป็น “ที่เฮ็ดงาน” และเป็นบ้านที่มีอนาคตสำหรับทุกคน
ในช่วงสุดท้าย เป็นการเสวนา ในเรื่อง “คนอีสาน.. ยังมีความหวังในอีสาน” โดยผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ 1) ดร.ฐิติรัตน์ เจริญยิ่งวัฒนา ผู้จัดการทั่วไป บจก. ขอนแก่น อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ 2) คุณกฤษฎิ์ บุญสาร บรรณาธิการ ลาวเด้อ (Louder Isan) 3) คุณกุลชาติ เค้นา ผู้ก่อตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม เทคไทบ้านและฟาร์มคิด และ 4) คุณธนาวัฒน์ จันนิม ลูกชาวนาสร้างยอดขายข้าว 3 ล้านบาทต่อปี ดำเนินการเสวนา โดย ดร.สุรจิต ลักษณะสุต ผู้อำนวยการ ฝ่ายเศรษฐกิจการเงินภูมิภาค ธปท. จากการเสวนา วิทยากรทุกท่านสะท้อนตรงกันว่า อีสานยังมีโอกาสและความหวัง เริ่มต้นจากการมองเห็นคุณค่าของพื้นที่และตัวตนของตนเอง โดยหัวใจสำคัญไม่ใช่การขายสินค้า แต่เป็นการถ่ายทอดเรื่องราว วิถีชีวิต และเอกลักษณ์ที่แตกต่างของแต่ละพื้นที่ให้ผู้คนสัมผัสและเชื่อมโยงได้ อีสานมีต้นทุนที่โดดเด่นทั้งด้านวัฒนธรรม ภูมิปัญญา อาหาร และผู้คน ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นคุณค่าและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ การพัฒนาพื้นที่จำเป็นต้องอาศัยการสร้างเครือข่ายและการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะการมีระบบนิเวศที่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเติมมุมมองและทักษะใหม่ ๆ รวมถึงการเชื่อมโยงผู้ผลิต นักออกแบบ และผู้ประกอบการจากต่างรุ่นให้ได้ทดลองและเรียนรู้ร่วมกัน ขณะที่เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุน ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการพัฒนา แต่เมื่อถูกนำมาใช้บนฐานของความเข้าใจบริบทและศักยภาพของพื้นที่ ก็จะช่วยผลักดันให้แนวคิดและธุรกิจเติบโตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยวิทยากรทุกท่านย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากการลงมือทำจริง เพราะ “ประสบการณ์มีคุณค่ามากกว่าจินตนาการ และการลงมือทำสำคัญกว่าคำพูด”
ท้ายที่สุด หากจะสรุปความหวังของอีสานเป็นเพียง 3 คำ ได้แก่ “คน เรื่องเล่า และบ้าน” คนอีสานคือ ผู้ที่มีความมุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้ เรื่องเล่า คือพลังสำคัญในการถ่ายทอดคุณค่าและเอกลักษณ์ของพื้นที่สู่สายตาคนภายนอก ส่วนบ้าน คือการเริ่มต้นจากการมองเห็นคุณค่าและภาคภูมิใจในถิ่นฐานของตนเอง เพราะเมื่อคนในพื้นที่เห็นคุณค่าและเชื่อมั่นในบ้านของตนเอง ก็จะสามารถส่งต่อเรื่องราวเหล่านั้นให้ผู้อื่นเห็นคุณค่าได้เช่นกัน
รับชม Video
11 ส.ค. 2569
11 ส.ค. 2569
11 ส.ค. 2569
11 ส.ค. 2569