สรุปช่วงสนทนากับ

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

 

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ

 

หัวข้อ "ก้าวข้ามความท้าทาย

วางนโยบายสู่อนาคต"

 

 

 

มุมมองภาพเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจภาคเหนือ

 

เศรษฐกิจไทยมีทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนและแนวโน้มเศรษฐกิจโลกถดถอย อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ 2565 และปีหน้า 2566 คาดว่าขยายตัว 3.3% และ 3.8% ตามลำดับ โดยเป็นการฟื้นตัวต่อเนื่องของการบริโภคภายในประเทศเป็นสำคัญ ตามการปรับดีขึ้นของรายได้แรงงานทั้งจากแรงงานในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร หากมองไปข้างหน้า คาดว่าเศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวต่อเนื่องตามการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ ภายใต้ความเสี่ยงด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้นในปีหน้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีต่อเนื่อง ตลาดการเงินที่มีความผันผวนสูง และการส่งผ่านต้นทุนของภาคธุรกิจ

 

เศรษฐกิจภาคเหนือฟื้นตัว แต่ช้ากว่าประเทศ เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเหนือมีสัดส่วนของภาคอุตสาหกรรมน้อยกว่าภาพรวมของประเทศ แต่เป็นภาคที่ฟื้นตัวจากผลกระทบของโควิดได้ดี โดยเฉพาะการผลิตเพื่อส่งออก นอกจากนี้ ภาคเหนือพึ่งพิงภาคการท่องเที่ยวและบริการในสัดส่วนสูง ทำให้ภาพรวมการฟื้นตัวของภาคเหนือช้ากว่าประเทศ หากมองในระยะยาว ยังมีความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม ทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างที่ภาคเหนือพึ่งพิงภาคเกษตรสูง มีสัดส่วนประชากรสูงวัยมากที่สุดในประเทศ และยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเต็มที่ แนวทางพัฒนาจึงต้องสร้างความเติบโตของสังคมเมือง (urbanization) ในภาคเหนือให้มากขึ้น เพื่อดึงดูดแรงงานรุ่นใหม่ให้อยู่ในพื้นที่ซึ่งจะเป็นพลังพัฒนาในระยะยาว สร้างชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการบริโภคภายในพื้นที่ ลดการพึ่งพาจากต่างประเทศทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือการส่งออก นอกจากนี้ กระแสการทำงานที่ไหนก็ได้ (work from anywhere) หรือ Digital nomad ของกลุ่มอาชีพอิสระที่ทำงานและเที่ยวไปด้วย จึงเป็นโอกาสของภาคเหนือและประเทศไทย เพราะเป็นที่ที่คนอยากอยู่

"ความท้าทายในการเติบโตทางด้านรายได้หรือความมั่งคั่งของภาคเหนือ คือแรงงานส่วนใหญ่กว่า 45% อยู่ในภาคเกษตร สัดส่วนประชากรสูงวัยมากที่สุดในประเทศยังไม่ได้ประโยชน์จากการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเต็มที่ และยังขาดการเติบโตของสังคมเมือง"

การดำเนินนโยบายการเงิน ภายใต้โจทย์ใหญ่เรื่องเงินเฟ้อ

โจทย์ภาพใหญ่ของประเทศไทยไม่ได้เปลี่ยน คือ ทำอย่างไรให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไปได้อย่างต่อเนื่องและไม่สะดุด (smooth takeoff) ซึ่งอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีความจำเป็น แต่ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เข้าสู่ระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว (policy normalization) และเหมาะสมกับบริบทปัจจุบันของไทย เนื่องจาก

 

  1. เศรษฐกิจอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว แต่ยังไม่กลับไปสู่ระดับก่อนโควิด ซึ่งแตกต่างจากบริบทของประเทศพัฒนาแล้วที่เศรษฐกิจฟื้นตัวเกินกว่าช่วงก่อนโควิด และเงินเฟ้อสูงจากภาวะเศรษฐกิจที่ร้อนแรง

  2. ประเทศไทยยังไม่เห็นสัญญาณภาวะราคาสินค้าเป็นวัฏจักรต่อเนื่อง (Wage-price spiral) โดยเป็นภาวะที่หากเงินเฟ้ออยู่ยาวนานแล้วจะส่งผลต่อเงินเฟ้อคาดการณ์ของคน (Inflation expectation) เพราะหากประชาชนคาดว่าเงินเฟ้อสูงขึ้นต่อเนื่อง แรงงานจำเป็นต้องเรียกร้องค่าแรงที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการก็จะส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าต่อเนื่องเป็นวัฏจักร

  3. การอ่อนค่าของเงินบาทมาจากปัจจัยด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งค่าเงินบาทอ่อนค่าน้อยกว่าค่าเงินในภูมิภาค ยกเว้นประเทศสิงคโปร์ แม้จะมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่าไทย และตั้งแต่ต้นปีการเคลื่อนย้ายเงินทุนยังเป็นการไหลเข้าสุทธิ เนื่องจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนมีปัจจัยอื่น นอกเหนือจากเรื่องส่วนต่างดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว อาทิ ปัจจัยด้านเสถียรภาพต่างประเทศ ทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และหนี้ต่างประเทศที่ไม่มาก

  4. อัตราเงินเฟ้อเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ คือ ได้ผ่านระดับสูงสุดไปแล้วในไตรมาส 3 ปี 2565 และปรับลดลงในช่วง 3 เดือนหลังสุด จาก 7.9% ลงมาที่ 6.4% และล่าสุดลดลงมาอยู่ที่ 5.9% โดยคาดว่าจะลดลงต่อเนื่องและกลับเข้าสู่กรอบ 1-3% ภายในปีหน้า

  5. แม้การขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจเพิ่มภาระหนี้ให้แก่ครัวเรือน แต่ค่าใช้จ่ายครัวเรือนมีหลายอย่างไม่ใช่แค่หนี้เพียงอย่างเดียว และจากโครงสร้างหนี้กว่า 60% เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ จึงไม่ได้กระทบต่อภาระของครัวเรือนมากนัก

"หลายคนอยากกลับมาใช้ชีวิตในพื้นที่ แต่โอกาสทางธุรกิจในเชียงใหม่ไม่ค่อยมี เลยไปอยู่กรุงเทพฯ ถ้าคนรุ่นใหม่ไม่อยู่ จะสร้างของใหม่ ๆ สร้างโอกาสใหม่ ๆ ได้อย่างไร"

บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ท่ามกลางกระแสดิจิทัลและความยั่งยืน

 

ปัจจุบัน ธปท. ได้วางระบบโครงสร้างพื้นฐานและดูแลกฎระเบียบให้เอื้อต่อการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตของประชาชน ท่ามกลางกระแสดิจิทัลและความยั่งยืน โดยในส่วนของกระแสดิจิทัล ธปท. ได้วางโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงิน เช่น ระบบพร้อมเพย์ หรือการชำระเงินผ่าน QR code ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงโควิด

 

กระแสที่สองคือ ความยั่งยืน จากกฎกติกาการค้าโลกที่ให้ความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากธุรกิจไม่ปรับตัวอาจส่งผลเสียต่อความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้น จะทำอย่างไรให้การเปลี่ยนผ่านนี้เกิดขึ้นโดยที่ต้นทุนไม่เพิ่มสูงขึ้นจนเกินไป ที่ผ่านมา บริษัทขนาดใหญ่ของไทยปรับตัวได้ดีเมื่อเทียบกับอาเซียน สะท้อนจากจำนวนบริษัทของไทยอยู่ใน Dow Jones Sustainability Index มากที่สุด แต่ธุรกิจของไทยส่วนใหญ่เป็น SMEs ทำให้ ธปท. ต้องวางระบบโครงสร้างพื้นฐานให้ภาคการเงินเอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างราบรื่นและทันการณ์ ภาคธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อปรับตัวได้ ประชาชนมีบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ ดังนั้น สิ่งที่ ธปท. ผลักดัน คือ การให้สถาบันการเงินยกระดับการทำหน้าที่สนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจและประชาชนไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจ ผ่านการดำเนินการในหลาย ๆ ด้าน เช่น การจัดทำ Taxonomy การจัดทำฐานข้อมูลกลางเพื่อให้สถาบันการเงินนำไปใช้พิจารณาในการให้สินเชื่อ

.