ถอดรหัส credit rating 

อ่านเศรษฐกิจจากอักษรที่สะท้อนความเชื่อมั่น

credit rating

“คุณมีเครดิตแค่ไหน?” 

 

หากมีคนถามแบบนี้ คำตอบของคุณจะเกี่ยวข้องกับอะไร? ...ทรัพย์สิน? การกู้ยืม? การบริหารจัดการเงิน? หรือภาพลักษณ์? 

 

    ในภาพรวมคำว่าเครดิต (credit) หมายถึง “ความน่าเชื่อถือในสายตาคนอื่น” คนที่มีเครดิตดีอาจมาจากการทำตามที่รับปากไว้ มีวินัย และตรงต่อเวลา หากใช้ในบริบททางการเงิน คนที่เครดิตดีจะสะท้อนออกมาจากวินัยทางการเงิน อาจเป็นคนที่ยืมเงินแล้วจ่ายคืนตรงเวลา มีรายได้มั่นคง ออมเงินสม่ำเสมอ บริหารจัดการหนี้สินได้ดี ฯลฯ หลักการเดียวกันนี้ถูกขยายไปสู่ความน่าเชื่อถือของตราสาร บริษัท ไปจนถึงประเทศ 

 

    บทความนี้ผู้เขียนจะขอชวนทุกท่านมาทำความรู้จัก “การจัดอันดับความน่าเชื่อถือ” หรือ credit rating ให้มากขึ้น ว่าทำไมทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับอันดับเหล่านี้

ทำความรู้จัก credit rating  

    credit rating เริ่มต้นมาจากการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้โดยสถาบันเอกชนในสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษที่ 1900 เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ที่ต้องการลงทุนในพันธบัตรรถไฟ ต่อมาถูกพัฒนาไปเป็นการจัดอันดับความน่าเชื่อถืออีกหลายประเภท ที่เห็นบ่อยในปัจจุบันมี 3 ประเภทหลัก ๆ คือ การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (sovereign credit rating) การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทเอกชน (corporate credit rating) และการจัดอันดับตราสารหนี้ (issue rating) เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้ของภาคเอกชน โดยปกติแล้ว credit rating ทั้ง 3 ประเภท จะมีการจัดอันดับทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งที่ไทยใช้บ่อย ๆ และถูกพูดถึงจะเป็นการจัดอันดับในระยะยาวเป็นหลัก

credit rating

    แล้วใครเป็นคนจัดอันดับเหล่านี้ล่ะ? หน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่โลกการเงินหยิบยกผลการประเมินมาเทียบเคียงกัน จะมีทั้ง Moody’s Investors Service, Standard & Poor’s และ Fitch Ratings นอกจากนี้ก็มีหน่วยงานสัญชาติอื่นด้วย เช่น ไทยมี Tris Rating ที่จัดตั้งโดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งการมีหน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่หลากหลายเป็นสิ่งที่ดี เพราะนอกจากเพิ่มการแข่งขันในอุตสาหกรรมแล้ว ยังเป็นการสอบทานระหว่างกัน และเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้ ทั้งฝั่งผู้กู้และผู้ให้กู้ (นักลงทุน) อีกด้วย

ประเทศที่น่าเชื่อถือคือประเทศที่น่าลงทุน

    ในลำดับถัดไป เราขอชวนคุยต่อในเรื่องการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศเป็นหลัก

 

    สำหรับประเทศแล้ว แนวคิดเรื่องอันดับความน่าเชื่อถือนั้นสำคัญมาก เพราะหมายถึงความน่าเชื่อถือว่าประเทศหรือรัฐบาลของประเทศที่ต้องการกู้ มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้มากน้อยเพียงใด โดยเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ หากความน่าเชื่อถือของประเทศอยู่ในระดับสูง รัฐบาลมีแนวโน้มจะกู้เงินได้ง่ายด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำ แต่ในทางกลับกัน หากระดับความน่าเชื่อถือของประเทศลดลง รัฐบาลก็มีแนวโน้มจะกู้เงินได้ยากขึ้น หรือต้องจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

    การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศส่งผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติ อันดับเครดิตที่ดีส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศและนโยบายของรัฐบาล จึงมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจลงทุนมากขึ้น ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระยะยาวเพิ่มขึ้น ทำให้มีเงินทุนไหลเข้า (capital inflow) จากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน หากอันดับเครดิตถูกปรับลดลงหรือมีความเสี่ยงว่าจะโดนปรับลด ก็อาจเกิดเงินทุนไหลออก (capital outflow) สิ่งเหล่านี้ยังสร้างความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งส่งผลทางอ้อมต่อผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ

    ไม่เพียงเท่านั้น การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศยังส่งผลทางตรงต่อบริษัทเอกชนในประเทศด้วย เมื่อประเทศมีอันดับเครดิตที่ดี เครดิตนี้จะถูกใช้เป็นหนึ่งในข้อพิจารณาซึ่งส่งผลต่อไปถึง corporate credit rating และ issue rating ทำให้บริษัทเอกชนภายในประเทศสามารถกู้ยืมได้ในต้นทุนที่ต่ำลง ในทางตรงกันข้าม หากประเทศถูกลดอันดับ บริษัทเอกชนก็อาจได้รับผลกระทบและมีแนวโน้มที่จะมีต้นทุนในการกู้ยืมที่สูงขึ้น

    นอกจากนี้ อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศยังสะท้อนภาพลักษณ์ในเวทีสากล การได้ปรับอันดับดีขึ้นแสดงถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการบริหารจัดการที่ดี กลับกันหากถูกลดอันดับลงก็แสดงว่ามีความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อรักษาอันดับของประเทศ หรือได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือดีขึ้น?

credit rating

อะไรบ้างที่ส่งผลกระทบต่ออันดับ credit rating ของประเทศ

    หน่วยงานจัดอันดับจะพิจารณาจากปัจจัยหลายด้าน ผ่านตัวชี้วัดทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ซึ่งจะส่งผลต่อศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจและความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศนั้น ๆ

    ปัจจัยที่นำมาพิจารณา ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจทั้งมิติการเติบโตและเสถียรภาพ ด้านการคลังโดยเฉพาะการรักษาวินัยการเงินการคลังให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม ด้านการเงินทั้งในมิติของเสถียรภาพของระบบการเงิน นโยบายการเงิน และเงินสำรองระหว่างประเทศ ด้านต่างประเทศทั้งในมิติการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้านการเมืองและปัจจัยเชิงสถาบันซึ่งเป็นปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลถึงการดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ตลอดจนความโปร่งใสและธรรมาภิบาล 

credit rating

    แม้ว่าหน่วยงานจัดอันดับแต่ละแห่งจะมีเกณฑ์ที่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่ก็เป็นไปในทิศทางที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน โดย S&P และ Fitch จะใช้รูปแบบอักษรสัญลักษณ์ ขณะที่ Moody’s ก็ไม่ต่างออกไปมากนัก จึงพอจะนำมาเปรียบเทียบกันได้

 

credit rating

    ทั้งนี้ สิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถทำเพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของประเทศก็คือ การดำเนินนโยบายที่สร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยสามารถรักษาวินัยการคลัง สร้างเสถียรภาพทางการเงิน และดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สามารถช่วยสนับสนุนและสร้างโอกาสการเติบโตให้กับประเทศ และไม่สร้างความขัดแย้งทางการเมืองที่จะบั่นทอนความมั่นคง ความมีประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และธรรมาภิบาลของสถาบันทางสังคมที่เกี่ยวข้อง

ไทยอยู่ตรงไหนในโลกการจัดอันดับเครดิต

    มาถึงตรงนี้ หลายท่านคงอยากรู้แล้วว่า ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในโลกของการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และที่ผ่านมาเราทำได้ดีแค่ไหน? 

    ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับจากหน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งนอกจากจะถูกประเมินและจัดอันดับตามเกณฑ์แล้ว ยังมีมุมมอง (outlook) เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือข้างต้นด้วยว่าเป็นบวก (positive) คงที่ (stable) หรือลบ (negative) อย่างไร

credit rating

    เมื่อลองไล่เลียงกลับไปดูความเปลี่ยนแปลงของการปรับอันดับความน่าเชื่อถือในอดีต ไทยอยู่ในอันดับที่ค่อนข้างต่ำในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 หลังจากนั้นในปี 2541 ก็ได้รับการปรับอันดับดีขึ้นเล็กน้อย โดยของ S&P อยู่ที่ BBB-/Negative ขณะที่ของ Moody’s อยู่ที่ Ba1/Stable ก่อนจะค่อย ๆ ถูกปรับขึ้นเป็น BBB+/Positive ทั้งของ S&P และ Fitch เช่นเดียวกับของ Moody’s ที่ถูกปรับเป็น Baa1/Positive

    ต่อมาหลังเกิดวิกฤตโควิด 19 ทั้งสามหน่วยงานต่างมีการปรับมุมมองขึ้น-ลงบ้าง แต่ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือเดิมมาจนปัจจุบัน

    ล่าสุดในปี 2568 อันดับความน่าเชื่อถือของไทย โดยการจัดอันดับของ Moody’s อยู่ที่ Baa1/Negative ขณะที่ของ Fitch อยู่ที่ BBB+/Negative และของ S&P อยู่ที่ BBB+/Stable โดยทั้งหมดยังจัดอยู่ใน investment grade ระดับปานกลาง และมีมุมมองต่ออันดับความน่าเชื่อถือที่แตกต่างกันเล็กน้อย 

credit rating

การถูกลดอันดับ ส่งผลต่อประเทศอย่างไร 

    หากอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศลดลงจะส่งสัญญาณว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องกู้เงินด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น เพราะนักลงทุนและสถาบันการเงินที่ให้รัฐบาลกู้ (โดยมากผ่านการออกพันธบัตร) ต่างก็ต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้น สิ่งนี้จะส่งผ่านไปยังต้นทุนการกู้ยืมของเอกชนและธุรกิจ เพราะอัตราดอกเบี้ยมักถูกปรับสูงขึ้นตาม ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจชะลอการลงทุนหรือขยายกิจการออกไปได้ 

    นอกจากนี้ เมื่อนักลงทุนต่างชาติมองว่าประเทศมีความเสี่ยงมากขึ้น ก็อาจลังเลที่จะเข้ามาลงทุน ส่งผลให้โครงการใหม่ ๆ หรือเงินทุนที่เคยไหลเข้ามาอย่างสม่ำเสมอเริ่มสะดุด กระทบต่อความสามารถในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ภาคธุรกิจเผชิญกับสภาพคล่องที่ตึงตัวมากขึ้น

    ในมิติตลาดเงิน-ตลาดทุนก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีสัญญาณความเสี่ยง นักลงทุนที่ถือสินทรัพย์ไทยก็อาจเร่งขายหรือถอนเงินออกจากตลาดเพื่อลดความเสี่ยง ทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกเฉียบพลันในระยะสั้น ซึ่งจะกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าอย่างรวดเร็วและเพิ่มความผันผวนในตลาด ซึ่งก็จะมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบ ต้นทุนพลังงานและราคาพลังงานในประเทศ รวมถึงอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมได้

credit rating

    ครั้งต่อไปที่เห็นข่าวเกี่ยวกับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทย ท่านผู้อ่านคงได้รู้แล้วว่า อันดับเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะเปรียบเสมือนเป็น “ใบรับรองความน่าไว้วางใจของเศรษฐกิจไทย” ที่สามารถส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และมีผลต่อทิศทางของเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของพวกเราทุกคนได้

Moody’s - https://www.moodys.com/web/en/us/solutions/ratings/sovereign-methodology.html

S&P -  https://www.spglobal.com/ratings/en/regulatory/article/-/view/sourceId/10221157

Fitch - https://assets.ctfassets.net/03fbs7oah13w/31rhDHSxXepFbriFnWIgJG/b80b65cee9b87fd0657611b46fc5f55c/Fitch_Criteria_Essentials_-_Sovereign_Ratings_2025-09.pdf

 

2https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-46

 

เรื่อง : กองบรรณาธิการ พระสยาม BOT Magazine

Tag ที่เกี่ยวข้อง

BOT Magazine Knowledge Corner