โครงการ “SMEs Credit Boost”
แชร์ความเสี่ยง ปลดล็อกสินเชื่อหดตัว แบบตรงจุด
ในภาวะที่เศรษฐกิจโตช้า ปัญหาที่น่ากลัวไม่ใช่แค่ยอดขายหรือกำไรที่หดหาย แต่คือวันที่คนทำธุรกิจไม่อาจขยับขยายธุรกิจได้ เพราะ “เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน” ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ปัญหาส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นความท้าทายที่เข้ามาซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยให้อาจแย่ลง เพราะเงินทุนถือเป็นน้ำมันหล่อลื่นที่สำคัญในการเดินเครื่องเพื่อปรับปรุงและพัฒนาธุรกิจ ตลอดจนยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้กับประเทศ
จากข้อมูลสินเชื่อ SMEs ที่หดต่อต่อเนื่องกว่า 13 ไตรมาส และเสียงของภาคธุรกิจและประชาชนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รับฟังมาโดยตลอด จึงทำให้เกิดความร่วมมือกันระหว่าง ธปท. กระทรวงการคลัง สมาคมธนาคารไทย และสมาคมธนาคารนานาชาติ ในการผลักดันโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ “SMEs Credit Boost” โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การสร้าง “ความมั่นใจ” ให้สถาบันทางการเงิน “กล้าปล่อยกู้” ให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีศักยภาพมากขึ้น ด้วยการร่วม “แชร์ความเสี่ยง” กับสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้กับธุรกิจที่มีศักยภาพ
“ด้วยสถานการณ์และความท้าทายที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญ ธปท. จึงได้พยายามปรับบทบาทจากการเน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคเป็นหลัก ไปสู่การเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับคุณค่าที่ ธปท. ยึดถือ นั่นคือการ “ยื่นมือ” เพื่อช่วยภาคธุรกิจและประชาชนอย่างจริงจัง”
คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท.
ในช่วง 3 เดือนแรก (ตุลาคม - ธันวาคม 2568) ที่คุณวิทัยได้เข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ก็ได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อนำมาตรการเฉพาะจุดเข้ามาแก้ปัญหาให้กับประชาชนและธุรกิจที่เป็นจุดเปราะบางต่อเนื่อง เพราะตระหนักดีว่าปัญหาเชิงโครงสร้างไม่อาจแก้ไขด้วยโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่ต้องมีโครงการต่อเนื่อง และต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาและลงมือทำอย่างจริงจัง อย่างเช่นการแก้ปัญหา “หนี้ครัวเรือน” ในโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปได้ต่อ” ให้กับลูกหนี้รายย่อยที่เป็น “หนี้เสีย” ที่มีมูลค่าไม่สูงนัก (ต่ำกว่า 100,000 บาท) ซึ่งมีอยู่มากกว่า 1 ล้านราย โดยให้บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือที่เรียกว่า SAM รับบทบาทเป็น Social AMC ในการช่วยเหลือสังคมผ่านการรับซื้อหนี้ NPL จากธนาคารพาณิชย์ และเป็นตัวกลางหลักในการช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง
โครงการ SMEs Credit Boost นี้ เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่ออกมาล่าสุด เพื่อเร่งแก้ปัญหาสินเชื่อ SMEs ที่หดตัวต่อเนื่อง เพื่อให้ SMEs ที่เป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทยสามารถเดินต่อไปได้ท่ามกลางความท้าทายทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ โดยคุณวิทัยได้ชี้ให้เห็นความสำคัญของ SMEs ว่า SMEs มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะมีส่วนใน GDP ถึงประมาณ 35% รวมถึงมีการจ้างงานถึง 70% ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งหากปล่อยให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ขาดสภาพคล่องและเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน ก็ย่อมเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศได้
ปัญหาสินเชื่อหดตัวนั้น ไม่อาจแก้ด้วยการลดดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวได้ หาก “แก่น” ที่แท้จริงของปัญหามาจาก “ต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (credit cost)” ที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้สถาบันการเงินไม่มีความมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อ
เพื่อเป็นการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด ธปท. และกระทรวงการคลัง จึงได้ออกแบบโครงการ SMEs Credit Boost ร่วมกับพันธมิตรในภาคการเงิน โดยมุ่งเป้าไปที่การสร้างกลไกชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิตสำหรับสินเชื่อปล่อยใหม่ เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวช่วย “รับแรงกระแทก” ในกรณีที่มีการผิดนัดชำระหนี้ และเกิดหนี้เสีย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต ทำให้ธนาคารพาณิชย์คลายความกังวลและกล้าปล่อยกู้ให้กับธุรกิจที่มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น
คุณวิทัยได้เน้นย้ำว่า ในทางปฏิบัติโครงการนี้ออกแบบมาไม่ให้เงินไหลไปแบบหว่านแห เพราะไม่ใช่ให้เงินกับ SMEs ใดก็ได้ แต่ต้องการ “มุ่งเป้า” ไปยัง (1) ธุรกิจที่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งสอดคล้องกับโครงการ Reinvent Thailand เช่น การท่องเที่ยว การแพทย์ การเกษตรแปรรูป ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และการค้า ซึ่งครอบคลุมถึงธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ด้วย รวมถึง (2) ธุรกิจที่มีแผนยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน อย่างเช่นการลงทุนเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ การปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นสอดคล้องกับกระแสเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ตลอดจนมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงธุรกิจที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (value added) ต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้กับ SMEs เหล่านี้ ให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตในระยะข้างหน้าได้
นอกจากนี้ คุณเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ยังได้ชี้ให้เห็นว่า ท่ามกลางความท้าทายใหม่ ๆ SMEs ไทยจำเป็นจะต้องปรับตัวและการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อให้สามารถแข่งขันกับโลกให้ได้ ซึ่งในความเป็นจริงทำได้ยากมาก ที่สำคัญจำเป็นต้องมีเงินทุนมารองรับด้วย
ที่ผ่านมาภาครัฐเองก็ได้มีมาตรการต่าง ๆ ออกมาเพื่อสนับสนุน SMEs อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อย ธุรกิจขนาดกลาง ไปจนถึงธุรกิจที่ค่อนข้างใหญ่ที่ต้องการความช่วยเหลือ ผ่านความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เช่น ธปท. สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ธนาคารพาณิชย์ และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยได้ดำเนินมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องและการลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการไปแล้วถึงประมาณ 2.67 แสนล้านบาท
คุณเบญจรงค์ย้ำว่า โครงการ SMEs Credit Boost ที่เพิ่งออกมาล่าสุดนี้ จะช่วยประคับประคองเงินทุนให้ SMEs ไทย เพื่อให้ SMEs กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้
“ภาครัฐให้ความสำคัญกับการยกระดับประสิทธิภาพของห่วงโซ่การผลิตทั้ง supply chain ภายใต้บริบทการแข่งขันของเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีเงินทุนให้กับ SMEs เพื่อให้ผู้ประกอบการได้นำไปใช้ในการปรับตัว และพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันได้”
คุณเบญจรงค์ สุวรรณคีรี
ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง
เช่นเดียวกันกับคุณกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ที่ตระหนักดีว่า ความท้าทายเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำ หนี้ครัวเรือน ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ กฎระเบียบที่ซับซ้อนและเป็นต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจ ข้อจำกัดด้านการคลัง ไปจนถึงการลงทุนและศักยภาพการเติบโตที่ลดลงต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบทำให้ SMEs ยิ่งเปราะบางลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับการแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่และสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังถูกบีบบังคับให้ต้องปรับตัวให้เท่าทันบริบทโลก ทั้งความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เศรษฐกิจสีเขียว และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งล้วนส่งผลกระทบให้ความเสี่ยงด้านเครดิตสูงขึ้น
“โครงการ SMEs Credit Boost นี้ นับเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพได้เข้าถึงเงินทุน ซึ่งสามารถนำไปยกระดับธุรกิจของตนเอง เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และปรับตัวให้สอดรับกับพลวัตของโลก และช่วยสนับสนุนธุรกิจใหม่ ๆ ที่มีโอกาสเติบโตสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจ”
คุณกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย
คุณกอบศักดิ์ยังชี้ให้เห็นว่า 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่กล่าวข้างต้น ครอบคลุมผู้ประกอบการจำนวนมากขึ้น 2.4 แสนราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็น SMEs โดยเป็นแหล่งการจ้างงานถึง 10.6 ล้านคน จึงหวังว่าผู้ประกอบการจะใช้โอกาสนี้ในการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เพื่อปฏิรูปและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยเพิ่มเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจและครัวเรือน ลดความเหลื่อมล้ำ และช่วยดึงธุรกิจนอกระบบกลับเข้าสู่ในระบบ รวมถึงส่งเสริมการลงทุนและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยได้อย่างแท้จริง
คุณวิภาวิน พรหมบุญ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. ได้อธิบายแนวคิดของโครงการ SMEs Credit Boost ว่า นอกจาก “หลักการ” ที่ชัดเจนแล้ว ยังถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “ตรงจุด-มี impact- กระจาย-คล่องตัว” เพื่อให้ได้กลไกที่เป็นรูปธรรมและเห็นผลจริงในการแก้ปัญหาสินเชื่อให้กับ SMEs
“ตรงจุด” โดยพุ่งเป้าการช่วยเหลือไปยัง SMEs ที่เป็น “ธุรกิจเป้าหมาย” ในโครงการ Reinvent Thailand ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการที่มีแผน “ยกระดับศักยภาพ” หรือ “สร้างมูลค่าเพิ่ม” ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อนำไปปรับปรุงธุรกิจ ซึ่งเป็นการเสริมโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยให้เข้มแข็งตั้งแต่ฐานราก
“มี Impact” มุ่งสนับสนุนเม็ดเงินใหม่สู่ระบบเศรษฐกิจได้จริง ผ่านการค้ำประกันสินเชื่อใหม่ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยในช่วง 2 ปี นับจากวันเริ่มโครงการ ตามระดับความเสี่ยง (กลุ่ม Micro ค้ำประกัน 30% กลุ่ม Small 20% และกลุ่ม Medium ขึ้นไป 15% ของยอดสินเชื่อปล่อยใหม่) โดยครอบคลุมสินเชื่อทั้งประเภท Term loan และ Working capital (ไม่รวม Overdraft) โดยมีระยะเวลาค้ำประกันสูงสุดไม่เกิน 7 ปี
“กระจาย” เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงมือผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยกำหนดเพดานวงเงินสินเชื่อต่อรายสำหรับ SMEs ไม่เกิน 100 ล้านบาท และธุรกิจขนาดใหญ่ไม่เกิน 150 ล้านบาท ป้องกันไม่ให้เงินกระจุกตัว
“คล่องตัว” โดยมีกระบวนการที่ไม่ซับซ้อน เพราะธนาคารทราบโควตาวงเงินชดเชยที่ได้รับจัดสรรที่ชัดเจนตั้งแต่วันปล่อยสินเชื่อ อีกทั้งกระบวนการขอรับเงินชดเชยความเสียหายยังมีความสะดวก และไม่ต้องรองบประมาณจากภาครัฐ
นอกจากนี้ ยังได้กำหนดเงื่อนไขในการค้ำประกันสินเชื่อเพิ่มเติมด้วยว่า หากสินเชื่อที่ปล่อยไปกลายเป็นหนี้เสียเร็ว จะเคลมไม่ได้ นอกจากนี้ หากเป็นหนี้เสียแล้วต้องปรับโครงสร้างหนี้อย่างน้อย 1 ครั้งก่อนขอรับความชดเชย เพื่อปิดช่องที่อาจทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงหรือการปล่อยสินเชื่อแบบหย่อนวินัยนั่นเอง
โครงการ SMEs Credit Boost นี้ จะใช้แหล่งเงินทุนมาจาก “เงินกองกลาง” ที่ได้จากการปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ของธนาคารพาณิชย์ในปี 2569 ประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทำให้เกิดสินเชื่อใหม่ประมาณ 5 เท่าของวงเงินชดเชย หรือราว 100,000 ล้านบาท ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 15 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยผู้ประกอบการ สามารถดูรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของ ธปท. (เดี๋ยวจะใส่ qr code ให้สแกนใน info) และหากสนใจสามารถติดต่อขอสินเชื่อผ่านธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์พิจารณาคุณสมบัติและความเหมาะสมต่อไป
ธปท. หวังว่า โอกาสการเข้าถึงสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยสร้างโอกาสให้กับธุรกิจ ผลักดันให้เกิดการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า เพื่อให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
เรื่อง : กองบรรณาธิการ พระสยาม BOT Magazine